สุทธิชัย หยุ่น
สื่อมวลชน ผู้บุกเบิกวงการมายาวนานถึง 50 ปี

ขอทานเมืองจีนก็ใช้ QR Code!

252

ขอทานเมืองจีนก็ใช้ QR Code!

          วันก่อน แฟนที่ติดตามรายการและคอลัมน์ประจำของผมท่านหนึ่งส่งรูปนี้มาให้ พร้อมข้อความว่า

          “ผมเพิ่งกลับจาก กวงโจวครับ จำที่คุณสุทธิชัยเคยพูดในรายการว่า จีนเจริญมาก แม้แต่ขอทานยังใช้ QR Code ผมแอบสงสัยมานาน จนไปเจอจริง ๆ ครับ เลยถ่ายรูปมาให้ดูครับ….”

          ใช่ครับ หลาย ๆ เมืองในจีนกลายเป็น “สังคมไร้เงินสด” หรือ cashless society อย่างจริงจัง เร็วกว่าจริงจังกว่าในอเมริกาและยุโรปด้วยซ้ำไป

          ใครไปเมืองจีนในช่วงหลัง ๆ นี้จะเห็นว่าคนจีนกับเทคโนโลยีกำลังจะลุยไปข้างหน้าด้วยกันอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ

          สีจิ้นผิงเคยประกาศเป็นนโยบายระดับชาติว่าความรู้ความสามารถของจีนทางด้าน AI หรือปัญญาประดิษฐ์จะต้องแซงหน้าโลกตะวันตก (หมายถึงอเมริกาโดยเฉพาะ) ภายในห้าปีช้างหน้า

          ในแง่เทคโนโลยีอย่างเดียว สหรัฐฯคงจะยังนำจีนอยู่ในด้านนี้ แต่ของจริงต้องพิสูจน์ด้วยการนำมาใช้ในธุรกิจและชีวิตประจำวันของชาวบ้าน

          ในแง่นี้จีนนำสหรัฐฯไปแล้วหลายขุม

          เดิมที่เคยเชื่อว่าจีนล้าหลังในเรื่องเทคโนโลยีและเก่งแต่การลอกเลียนหรือขโมยทรัพย์สินทางปัญญาของคนอื่นเขา

          แต่วันนี้จีนก้าวกระโดดไปได้ไกลเกินกว่าที่คนทั่วไปเข้าใจแล้ว
เหตุผลสำคัญคือแม้ว่าสหรัฐฯและยุโรปจะนำหน้าในด้านการค้นคว้าวิจัยด้านเอไอ แต่จีนลัดขั้นตอนด้วยการเข้าสู่โหมดของการนำผลงานวิจัยมาทำเป็นธุรกิจ และก้าวข้ามขั้นตอนของการใช้ “ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน” มาใช้ข้อมูลมโหฬารหรือที่เรียกว่า Big Data เพื่อสร้างธุรกิจผ่านมือถืออย่างคึกคักคล่องแคล่ว

          จีนสร้างระบบเก็บข้อมูลส่วนบุคคลผ่าน social media อย่างเข้มข้นและกว้างขวาง เพราะคนจีนให้ความสนใจเรื่อง “สิทธิส่วนบุคคล” น้อยกว่าการได้สิทธิพิเศษด้านอื่น ๆ จากบริการผ่านมือถือ

          คำว่า Big Data จึงมีความสำคัญสำหรับการขยายตัวด้านธุรกิจบนมือถือสำหรับจีน เพราะเขาวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภคได้อย่างละเอียดและครบถ้วน

          ข้อมูลส่วนบุคคลของคนจีนที่ใช้ social media จึงกลายเป็นทรัพยากรที่ทรงคุณค่าที่สุดเพราะสามารถนำมาทำธุรกิจต่อยอดได้อย่างมากมาย

          ผมเคยถามแจ็ค หม่า แห่งอาลีบาบาว่าเขาใช้วิธีการใดในการตัดสินว่าคนขอกู้เงินผ่านมือถือควรจะได้รับอนุมัติหรือไม่

          แกตอบทันทีว่า Big Data กำหนดทุกอย่างเพราะระบบเอไอ สามารถจะประเมินได้ว่าผู้บริโภคคนใดมีพฤติกรรมการใช้จ่ายอย่างไร และมีประวัติส่วนตัวในการดำรงชีวิตประจำวันอย่างไร

          ด้วยเทคโนโลยีที่ซื้อจากต่างประเทศและพัฒนาขึ้นเอง ธุรกิจยักษ์ด้านนี้ของจีนสามารถจะประเมินได้ค่อนข้างแม่นยำว่าใครมีความน่าเชื่อถือทางด้านเครดิตมากน้อยเพียงใด

           ผมถามว่าเขาต้องใช้พนักงานเท่าไหร่จึงจะทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้ได้

          แกตอบว่า “ศูนย์”

          ผมถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น แกบอกว่าเอไอ ทำหน้าที่ได้หมดโดยไม่ต้องมีมนุษย์มาเกี่ยวข้องเลย

          ผมถามว่าเอไอ ใช้เวลานานเท่าไหร่จึงจะวิเคราะห์ “ความน่าเชื่อถือ” และ     “ความน่าจะเป็น” ของผู้ขอกู้เงินผ่านมือถือได้

          แกตอบว่า “ประมาณ 1 นาที ไม่เกินนั้น”

          เหตุผลที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้จีนล้ำหน้าสหรัฐฯในเรื่องนี้ก็คือการตัดสินใจของรัฐบาลใช้นโยบายส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาธุรกิจด้านดิจิตัลอย่างเต็มที่ ไม่เหมือนโลกตะวันตกที่รัฐบาลปล่อยให้เรื่องนี้เป็นบทบาทของเอกชนเสียส่วนใหญ่

          รัฐบาลจีนวางนโยบายเรื่องนี้ชัดเจน และเมื่อสั่งการจากรัฐบาลกลางแล้ว   รัฐบาลท้องถิ่นทุกมณฑลก็แข่งกันดึงดูดนักลงทุนเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศมาร่วมกันสร้าง “สิ่งแวดล้อม” หรือ ecosystem ที่สอดคล้องกับการสร้างอุตสาหกรรมที่ทันสมัยใหม่ล่าสุดอย่างที่เห็นกัน

          ไทยเราต้องเรียนรู้อะไรอีกเท่าไหร่จึงจะเข้าสู่โหมดที่ พอจะแข่งกับเขาได้? 

          เป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจน