สุทธิชัย หยุ่น
สื่อมวลชน ผู้บุกเบิกวงการมายาวนานถึง 50 ปี

คนรุ่นใหม่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ Digital Transformation

263

คอลัมน์ “กาแฟดำ” อาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน 2561

“คนรุ่นใหม่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ Digital Transformation”

ผมไปเยือนหาดใหญ่ครั้งล่าสุดเมื่อวันศุกร์และเสาร์ที่ผ่านมาเพื่อไปพูดเรื่อง

“หาดใหญ่ในความฝันของผม”

เนื่องในโอกาสครบรอบ 22 ปีของหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ “โฟกัส” ที่ยังยืนหยัดอยู่ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงอันรุนแรงของนวัตกรรมด้านสื่อสารมวลชน

โอกาสเดียวกันนั้นผมก็ได้เจอคนรุ่นใหม่ของหาดใหญ่ที่กระโจนเต็มตัวเข้าสู่ความเป็นผู้ประกอบการยุคดิจิจัลที่น่าชื่นชม

ผมได้ตั้งวงพูดคุยกับผู้ประกอบการรุ่นใหม่, นักวิชาการ, นักวิจัยคนคว้าและข้าราชการที่มีความคิดก้าวหน้า พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนให้ทันกับยุคสมัยแล้วผมมีความหวังต่อประเทศชาติมากขึ้นโขทีเดียวครับ

หลายเดือนก่อนมีข่าวบางกระแสว่าหลายเมืองหลัก ๆ ของไทยกำลังตกอยู่ในสภาวะ “ขาลง” เพราะเศรษฐกิจย่ำแย่ ทำให้ผมพยายามหาคำตอบว่านี่เป็นปรากฏการณ์ที่มาจากความเปลี่ยนแปลงหรือเป็น “อาการ” ของการปฏิเสธที่จะรับรู้และปรับตัวต่อความเป็นไป

หาดใหญ่เป็นหนึ่งในเมืองที่เผชิญกับคำถามนี้

ผมตั้งวงพูดคุยกับคนหลาย ๆ วงการรวมทั้งเดินตลาดสนทนากับพ่อค้าแม่ค้าและเสวนากับคนรุ่นใหม่ที่กำลังขี่คลื่นของความเปลี่ยนแปลง

ผมได้คำตอบว่าสิ่งที่เราเห็นเป็นส่วนหนึ่งของการปรับตัวเพราะการขยายตัวของเมือง, การหดหายของเศรษฐกิจแบบเก่าและการก่อเกิดธุรกิจออนไลน์ในหลายๆรูปแบบที่ผู้คนในเมืองนั้น ๆ ที่ผู้คนกำลังพยายามจะทำความเข้าใจเพื่อนำไปสู่การสร้างวิถีชีวิตแบบใหม่

ความเปลี่ยนแปลงใหญ่ ๆ ของสังคมย่อมมาพร้อมกับความสับสนงุนงงและความเจ็บปวด มีทั้งคนพร้อมจะขี่คลื่นของความเปลี่ยนแปลงและคนที่ปฏิเสธสิ่งใหม่ ๆ เพราะยังไม่พร้อมจะออกจาก comfort zone หรือความคุ้นชินเก่า ๆ

แต่สัจธรรมของความเปลี่ยนแปลงคือเราไม่อาจต้านกระแสของสิ่งใหม่ ๆ ที่มีผลกระทบต่อทุกมิติของชีวิตคนได้ อีกทั้งพายุยักษ์แห่งวิถีดิจิตัลที่บางคนเรียกว่าเป็น “ปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4” นั้นจะซัดสาดใส่ทุกวงการไม่ว่าจะเล็กจะใหญ่ และความสำเร็จในอดีตก็ไม่รับประกันความสำเร็จในอนาคต

ผมไปตั้งวงกับหลาย ๆ ท่านที่ Tuber ที่ถนนแสงจันทร์ของหาดใหญ่ซึ่งเป็น co-working space แห่งแรกของเมืองนี้ ได้เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจของผู้ก่อตั้งอย่างคุณวรนล ฐิตินันทกรที่จะสร้างเครือข่ายกับคนในวงการยุคดิจิตัลทั้งหลายเพื่อให้มาใช้สถานที่ร่วมกันในการทำกิจกรรมสร้างสรรค์ในยุคใหม่ที่ไม่จำเป็นจะต้องมีสำนักงานแบบเดิม ๆ อีกต่อไป

ผมเสนอว่าจาก co-working space เราควรจะก้าวไปสู่ co-thinking space ซึ่งหมายถึงการสร้างพื้นที่เปิดกว้างสำหรับการร่วมกันคิดร่วมกันแสวงหาสูตรใหม่ ๆ เพื่อนำพาสังคมไปอีกหลาย ๆ ก้าวเพื่อให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังคุกคามเกือบทุกวงการ

การจัดหา “พื้นที่ร่วมกันคิด” สำหรับคนในสังคมจะนำไปสู่ความสร้างสรรค์บนพื้นฐานของเหตุผลและข้อเท็จจริง ไม่พึ่งพิงเพียง “ความเห็น” กับ “ความรู้สึก” ซึ่งไม่เอื้อต่อการแสวงหาทางออกร่วมกันของสังคม

การมีพื้นฐานคิดร่วมกันอย่างสร้างสรรค์และเปิดกว้างจะนำไปสู่ co-action space หรือ “พื้นที่ร่วมกันทำแผนงานให้เกิดขึ้นในทางปฏิบัติ”

เราตกลงกันว่าหากเป็นไปได้จะเดินหน้าร่วมกันคิดร่วมกันทำอย่างเป็นรูปธรรมให้กระจายตัวกว้างขวางไปทั่วทุกส่วนของสังคมไทย

ในโอกาสเดียวกันนั้นผมก็ได้พบกับชารีฟ เด่นสุมิตร ผู้ร่วมก่อตั้ง Pinsouq (พินซูก) จากจังหวัดยะลาซึ่งเป็น Online Halal Marketplace หรือมาร์เก็ตเพลสสำหรับอาหารฮาลาลแห่งแรกของประเทศไทย

ชารีฟ เป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ที่มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างธุรกิจออนไลน์แบบ startup ที่เน้นอาหาร  ฮาลาลและสร้างระบบ logistics เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างดียิ่ง

เพียงแค่สามปีเศษ ๆ Pinsouq ก็พิสูจน์ว่าความริเริ่มที่อาศัยเทคโนโลยีออนไลน์และออฟไลน์ไปพร้อมกันนั้นสามารถเกิดได้สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

“มาถึงวันนี้ พินซูกมีรายได้เพียงพอที่จะจ่ายเงินเดือนประจำให้กับผู้ร่วมก่อตั้งที่ทำงานเต็มเวลา 4 คนได้อย่างสบาย ๆ แล้วครับ” ชารีฟบอกผมด้วยแววตาของความภาคภูมิใจ

คนรุ่นใหม่อีกคนหนึ่งที่ผมพบในโอกาสเดียวกันนี้คือปฐมพงศ์ “เอก” วรงเจริญซึ่งเป็นหนึ่งใน Young Entrepreneurs Chamber (YEC) ของสงขลาซึ่งเป็นหัวหอกในการสร้างนวัตกรรมบนมือถือที่มีข้อมูลข่าวคราวเกี่ยวกับกว่า 40 จังหวัดให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างคล่องแคล่ว

เอกเป็นตัวอย่างของคนรุ่นใหม่ที่กล้าคิดกล้าทำ เขาผลักดันธุรกิจกาแฟที่เชียงรายแม้ตัวเองจะอยู่สงขลาเพราะเห็นโอกาสที่จะใช้นวัตกรรมสร้างแบรนด์กาแฟของไทยในระดับสากลได้

นอกจากที่เล่ามาแล้วผมยังพบปะคนวงการต่าง ๆ ที่หาดใหญ่และสงขลาที่กำลังก่อตัวเพื่อสร้างพลังสังคมยุคใหม่ที่พร้อมฟันฝ่าคลื่นยักษ์แห่งความเปลี่ยนแปลงด้านดิจิตัลอย่างน่าตื่นตาตื่นใจยิ่ง

ยังมีเรื่องราวของความพยายามเช่นว่านี้อีกมากมายที่จะได้ส่งผ่านให้คนในทุกจังหวัดได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ครับ