สุทธิชัย หยุ่น
สื่อมวลชน ผู้บุกเบิกวงการมายาวนานถึง 50 ปี

ความล้มเหลวที่ฮานอย ท่ามกลางรอยยิ้มและคำหวาน

187

กาแฟดำ
วันพฤหัสฯที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562

ความล้มเหลวที่ฮานอย ท่ามกลางรอยยิ้มและคำหวาน

ล่มครับ!

การประชุมสุดยอดรอบ 2 ระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์กับคิมจองอึนที่ฮานอยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมากลายเป็นเรื่อง “โอละพ่อ” อย่างเกรียวกราว

เพราะทรัมป์ปูทางมาตลอดว่าทุกอย่างกำลังจะไปได้สวย กระทั่งกำหนดการของการประชุมยังระบุเวลาบ่าย 2 โมงสำหรับ “การลงนามในข้อตกลงร่วม”

แต่ก่อนเที่ยง ๆ ของวันนั้นที่โรงแรม Metropole เริ่มมีสัญญาณแปลก ๆ เพราะทั้งทรัมป์และคิมไม่ปรากฏตัวตามเวลาที่กำหนดไว้

กองทัพนักข่าวเริ่มจะกระสับกระส่ายเพราะเริ่มจะสังเกตเห็นอะไรที่แปลก ๆ
กระทั่งเลยเที่ยงไปเล็กน้อย ทรัมป์ก็โผล่ออกมาแถลงข่าว เมื่อไม่เห็นคิมเดินเคียงคู่มาด้วย ความสงสัยก็กลายเป็นความจริง

การเจรจาไม่อาจจะบรรลุข้อตกลงได้!

ทรัมป์ อ้างว่า เพราะคิมยืนยันว่าเงื่อนไขสำหรับที่สุดคือสหรัฐฯจะต้องยกเลิกแซงชั่นหรือการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ “ทั้งหมด” ขณะที่เกาหลีเหนือพร้อมจะรื้อสถานีทดลองนิวเคลียร์ที่ยองเปียน (Yongbyon) ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งผลิต นิวเคลียร์ของโสมแดง

ทรัมป์บอกว่าไม่อาจจะรับเงื่อนไขของคิมได้

และที่คิมเสนอจะทำลายอุปกรณ์นิวเคลียร์ที่ยองเปียนแห่งเดียวนั้น “ไม่พอ”

ทรัมป์บอกว่าคณะเจรจาของอเมริกาแสดงหลักฐานให้คิมและคณะเห็นว่าฝั่งสหรัฐฯมีข้อมูลว่าเกาหลีเหนือยังซ่อนแหล่งผลิตนิวเคลียร์อยู่ที่ไหนบ้าง

รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯไมก์ ปอมปิโอ บอกว่าแม้จะรื้อฐานนิวเคลียร์ที่ยองเปียน เกาหลีเหนือก็ยังมีที่ผลิตขีปนาวุธและนิวเคลีย์อีกมากมายหลายแห่ง

ทรัมป์ก็จึงตัดสินใจขอเลิกประชุมกับคิม โดยตกลงกันว่าเมื่อหาข้อยุติไม่ได้ก็เจรจากันต่อไปก็แล้วกัน ต่างคนต่างกลับบ้านมือเปล่า

แล้วมีการนัดหมายจะเจอกันรอบที่ 3 ระหว่างทรัมป์กับคิมหรือเปล่า?

ทรัมป์บอกว่าไม่ได้มีการตกลงกันในประเด็นนี้ อาจจะเจอกันเร็ว ๆ นี้หรืออาจจะต้องรอไปอีกนาน

ทันทีที่ข่าวนี้หลุดออกมาจากฮานอย ตลาดหุ้นทั่วโลก็ร่วงกันระนาว เพราะผิดจากความคาดหมายเดิมเยอะ

ที่แปลกมาก็คือว่าทำไมทรัมป์กับคิมนัดเจอกันที่ฮานอยโดยที่ระดับรัฐมนตรี

และฝ่ายปฏิบัติการยังไม่สามารถตกลงกันรายละเอียดได้

การที่ให้ผู้นำมาเจอกันอีกครั้งโดยยังไม่บรรลุข้อตกลงอย่างนี้ถือว่าเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่ง และผิดกับหลักของการทูตระหว่างประเทศเป็นอย่างยิ่ง

เพราะปกติแล้ว การประชุมสุดยอดของผู้นำจะต้องเป็นเพียงพิธีกรรมเพื่อจะมาลงนามและประกาศความสำเร็จของทั้งสองฝ่ายให้ชาวโลกได้ตื่นเต้นยินดีด้วย

แต่ทรัมป์กับคิมเล่นเกมการพนัน “ตายเอาดาบหน้า” อย่างนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างประหลาดไม่น้อย ทำให้การประชุมสุดยอดรอบที่ 2 กลายเป็นเความล้มเหลวที่สร้างความเสียหายให้กับทั้งสองฝ่าย

เพราะจะทำให้บั่นทอนความน่าเชื่อถือของผู้นำสหรัฐฯและเกาหลีเหนือลงไปอย่างมาก

อีกทั้งยังทำให้ผลการประชุมครั้งแรกที่สิงคโปร์เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานั้นหมดความศักดิ์สิทธิ์ ไร้ความหมายทางประวัติศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศไปทันที

เลิกพูดเรื่องรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพสำหรับทรัมป์และคิมไปอีกนาน
อีกทั้งยังจะทำให้โลกกลับไปสู่ความตึงเครียดอีกรอบ เพราะไม่รู้ว่าที่ทรัมป์อ้างว่า คิมรับปากจะไม่กลับไปทดลองขีปนาวุธอีกนั้นจะเชื่อได้มากน้อยเพียงใด

อีกทั้งทรัมป์เองจะเล่มเกมอะไรจากนี้ในเรื่องคิมก็จะทำให้คนเชื่อถือน้อยลงไป เพราะแกชื่นชมคิมมาตลอดก่อนการประชุมหลายเดือน (ทั้ง ๆ ทีก่อนหน้านี้เคยด่าสาดเสียเทเสีย) และคุยว่าการประชุมที่ฮานอยจะมีการประกาศข้อตกลงที่สร้างปรากฏการณ์ใหม่แน่นอน

กลับขายเป็นว่าทรัมป์ต้องบอกว่า “Sometimes you have to walk…I could have signed an agreement today and then you people would have said, ‘oh, what a terrible deal.’”

หรือแปลว่า “บางครั้งคุณก็ต้องเดินหนีออกมาเหมือนกัน”

แกบอกว่าความจริงถ้าจะลงนามในเอกสารข้อตกลงที่คุยกันก็ได้ แต่หากทำอย่างนั้น “พวกคุณก็จะบอกว่ามันชั่งเป็นข้อตกลงที่ห่วยอะไรอย่างนั้น”

สรุปว่างานนี้ทรัมป์เสียคนและเสียฟอร์มพอสมควร คิมอาจได้มากกว่าเสีย เพราะได้แสดงว่าแกเป็นนักต่อรองระดับโลกที่ทำเอานักต่อรองชั้นเซียนอย่างทรัมป์ต้อง “เงิบ” ไปทีเดียว!