สุทธิชัย หยุ่น
สื่อมวลชน ผู้บุกเบิกวงการมายาวนานถึง 50 ปี

มาแล้ว…คิมประกาศพร้อม คุยอาเบะ…เลิกยิงจรวดข้ามหัว!

384
คิมจองอึน (KJU) ประกาศล่าสุดว่าพร้อมจะพบกับนายกฯญี่ปุ่นชินโซะ อาเบะ “เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น”

ถือเป็นการเดินหน้าสร้างกระบวนการสันติภาพที่รวดเร็วร้อนแรงฉับพลันอย่างไม่น่าเชื่อ

กระบวนการสันติภาพในคาบสมุทรเกาหลีจะเป็นความจริงไม่ได้เลยหากญี่ปุ่นไม่เข้ามามีบทบาทอย่างคึกคักด้วย

เพราะความระหองระแหงและความสงสัยคลางแคลงลึก ๆ ระหว่งเกาหลี (ทั้งเหนือและใต้) ยังติดตรึงอยู่ในใจของคนทั้งสองชาติ เหตุเพราะความเจ็บปวดรวดร้าวของประวัติศาสตร์ไม่อาจจะลบล้างไปได้ง่าย ๆ

ยิ่งคิมจองอึนกับมูนแจอินกอดกันกลม ประกาศปฏิญญาแห่งคาบสมุทรเกาหลีโดยที่ญี่ปุ่นไม่มีบทบาททั้งเบื้องหลังและเบื้องหน้าอย่างชัดเจน ก็ยิ่งทำให้โตเกียวหวั่นไหวว่าหากเกาหลีรวมชาติได้ พลังอำนาจต่อรองของญี่ปุ่นก็จะหดหาย

หากโดนัลด์ ทรัมป์ยอมลดบทบาทของสหรัฐฯในเอเซียตะวันออกหลังการเจรจากับคิมจองอึนในอนาคตอันใกล้นี้เพื่อแลกกับการที่เปียงยางยอมยุติโครงการนิวเคลียร์ ก็ยิ่งทำให้ญี่ปุ่นเกิดความไม่แน่นอนในสถานภาพของตนเอง

ต้องไม่ลืมว่าเกาหลีเหนือเคยยิงขีปนาวุธข้ามหัวทางเหนือของญี่ปุ่นครั้งแล้วครั้งเล่า จนต้องมีการซ้อมหนีตายของคนญี่ปุ่นบ่อย ๆ

แต่เมื่อคิมประกาศพร้อมจะนั่งลงพูดคุยกับอาเบะ (ก็คงต้องก่อนพบกับทรัมป์) บรรยากาศแห่งความปรองดองก็ขยายวงจากคาบสมทุรเกาหลีมายังญี่ปุ่น

ถือได้ว่าเป็นความคืบหน้าของ “การทูตประชิดตัวของคิมจองอึน” ที่ยังต้องพิเคราะห์ในรายละเอียดว่าจะนำไปสู่อะไร
แต่การเจรจาสันติภาพย่อมดีกว่าการเผชิญหน้าที่มีอาวุธนิวเคลียร์ซ่อนอยู่หลังฉาก

อาเบะอ้างว่าทั้งเกาหลีใต้และสหรัฐฯได้ป้อนข้อมูลเกี่ยวกับการเจรจากับเกาหลีเหนือมาตลอด จึงไม่ได้ถูก “โดดเดี่ยว” จากกระบวนการต่อรองแต่อย่างใด

แต่เอาเข้าจริง ๆ เมื่อคิมกับมูนคุยกันเอง มูนกับทรัมป์ต่อสายกันบ่อย ๆ สายตรงระหว่างอาเบะกับทรัมป์ก็ต้องร้อนเป็นธรรมดา

งานนี้ ประธานาธิบดีมูนแห่งทำเนียบ Blue House ที่กรุงโซลอาสาจะเป็น “กาวใจ” ระหว่างคิมกับอาเบะ

พอเกาหลีเหนือใต้คุยกันอย่างชื่นมื่น เพื่อนบ้านอย่างญี่ปุ่นที่นอนไม่หลับมาตลอดก็เร่ิมจะกระสับกระส่าย

อาเบะบอกนักข่าวว่า “อย่าลืมผมอยู่กับประธานาธิบดีทรัมป์ 11 ชั่วโมงเต็ม ๆ เมื่อสัปดาห์ก่อน…”

เหมือนจะบอกว่าทรัมป์ไม่ทิ้งญี่ปุ่นแน่

สำหรับ Abe แล้ว งานนี้สัญญาณจาก KJU ที่เปียงยางย่อมสำคัญกว่า Trump ที่วอชิงตันเป็นไหนๆ