ถามอันวาร์: การเมืองไม่มีมิตรหรือศัตรูถาวรจริงหรือ?

กาแฟดำ
Suthichaiyoon.net
วันเสาร์ที่ 22 กันยายน

ถามอันวาร์ : การเมืองไม่มีมิตรหรือศัตรูถาวรจริงหรือ?

  • อันวาร์: ส่วนตัวยังโกรธ แต่เมื่อเห็นพ้องกันในวาระปฏิรูปประเทศ ผมก็ยอมได้
  • อันวาร์: พอผมเห็นความทุ่มเทของเขา (มหาเธร์) ผมก็ยอมร่วมมือกับเขา
     พอผมนั่งลงสัมภาษณ์อดีตรองนายกฯและอดีตรัฐมนตรีคลังมาเลเซียอันวาร์ อิบราฮิมเมื่อเร็ว ๆ นี้หลังจากที่เขาจับมือกับศัตรูร้ายกาจอย่างมหาเธร์ โมฮัมหมัดเพื่อโค่นรัฐบาลนาจิบ ราซัค
     คำถามที่ไม่ถามไม่ได้คือ “การเมืองไม่มีมิตร ไม่มีศัตรูถาวรจริงหรือ”?
และนี่คือคำถามและคำตอบวันนั้นครับ

 

สุทธิชัย : การเมืองมาเลเซียก็พิสูจน์ถึงความเชื่อที่ว่า “ไม่มีมิตร ไม่มีศัตรูถาวรในการเมือง” ใช่ไหม คุณกับมหาเธร์เคยมีเรื่องผิดใจกันในอดีตมากมาย วันนี้กลับมาเป็นพันธมิตรกันได้ เหลือเชื่อจริง ๆ

อันวาร์ : ตอนนี้ทุกอย่างไม่เหมือนเดิมครับ ประชาชนก็เคยถามผมว่าการเห็นพ้องกันเรื่องปฏิรูปประเทศมันสำคัญกว่าความรู้สึกส่วนตัวใช่หรือไม่

สุทธิชัย : ปฏิรูป?

อันวาร์ : ครับ ซึ่งหมายความว่า ผมพูดว่าใช่เราทำงานด้วยกัน เมื่อใดก็ตามที่ มีคำมั่นสัญญาเกี่ยวกับ เกี่ยวกับประชาธิปไตย เสรีภาพสื่อ กระบวนการยุติธรรมที่มีความอิสระ การทุจริตและธรรมาภิบาล ถ้าทำได้ครบเงื่อนไขเหล่านี้ เราก็ควรจะร่วมมือกัน แน่นอนว่าประชาชนก็จะสนใจกับประเด็นที่ว่า มหาเธร์กับบรรดาผู้นำฝ่ายค้านได้เซ็นสัญญาว่าเขาจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปหากเราทำงานสำเร็จ แต่นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของเท่านั้น เพราะสิ่งสำคัญของเรื่องนี้คือการปฏิรูป

สุทธิชัย : วาระการปฏิรูปคือหัวใจของเรื่องใช่ไหม

อันวาร์ : ครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับแผนการในอนาคตว่า มหาเธร์จะเป็นนายก แล้วอันวาจะเป็นคนต่อไปเท่านั้น ไม่ใช่ครับ แค่นี้ยังไม่พอ คือว่ามีนายกรัฐมนตรีหลายคนมาแล้วก็ไป มีรัฐบาลหลายชุด

สุทธิชัย : ไม่สำคัญกับคุณ?

อันวาร์ : ถ้าทุจริตเหมือนเดิม ละเมิดกฎหมายเหมือนเดิมก็ไปกันไม่ได้ คุณมาพร้อมกับหน้าที่ที่ชัดเจน คุณขโมยมันไปจากประชาชนไม่ได้หรอก

สุทธิชัย : แล้วคุณโน้มน้าวมหาเธร์ยังไงให้ยอมรับวาระการปฏิรูปนี้

อันวาร์ : แน่นอนครับมหาเธร์ เป็นนักการเมืองที่ฉลาดมาก เขาเข้าใจสังคม และผมว่าเขาเห็นบางอย่างที่เขาไม่เคยได้รับทราบจากประชาชนมาก่อน ก็คือประเทศของเรากำลังถดถอยในแง่ของจริยธรรม การทุจริต และการลุแก่อำนาจ แต่ผมอาจจะต้องบอกว่า เขาเองก็คงคิดไม่ถึงเหมือนกันว่าประเทศเราจะมาถึงจุดนี้ได้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ผมควรเริ่มพูดกับบรรดาผู้นำฝ่ายตรงข้าม และปัญญาชน ซึ่งเป็นกลุ่มที่เขาไม่เคยเข้าถึงมาก่อน

สุทธิชัย : เป็นครั้งแรกที่เขาพยายามเข้าถึงคนพวกนั้น ?

อันวาร์ : ซึ่งก็ใช้เวลาหลายเดือนเลยนะครับ เห็นไหมล่ะครับว่าไม่ได้ใช้เวลาแค่สัปดาห์เท่านั้น แต่เยอะกว่านั้น ถึงจะเห็นว่าเข้าถึงคนกลุ่มนี้ได้ แล้วหลังจากนั้นเขาก็มาหาผมในฐานะเพื่อน ซึ่งผมก็ให้ความร่วมมือ ผมใจดีผมสุภาพ แต่หลังจากนั้น ผมก็บอกว่า เราอยู่ที่นี่ในฐานะพรรคที่มีวาระทางการเมือง นโยบายทางเศรษฐกิจนโยบายทางสังคม และเราจะต้องตกลงกันให้ได้ ซึ่งเขาก็ตกลง

สุทธิชัย : คุณไว้ใจมหาเธร์ได้จริง ๆ หรือในเมื่อเขาเป็นคนทำสิ่งเหล่านี้กับคุณ

อันวาร์ : ครับ คือว่า…

สุทธิชัย : คุณไม่ใช่พ่อพระมาจากไหนนะครับ พี่พอมีใครขอให้คุณให้อภัย คุณก็ต้องให้อภัยทุกอย่าง

อันวาร์ : สำหรับผมและครอบครัว มันต้องใช้เวลา แต่ถ้าในฐานะส่วนตัวผมสามารถเจอกับใครก็ได้แล้วก็ให้อภัย แต่ถ้าเป็นการทำงานด้วยกัน มันก็ต้องใช้เวลาที่นานขึ้น แต่ เขาก็มีความน่าเชื่อถืออยู่นะครับ เขาก็ทุ่มเทในการพบเจอกับผู้คน ลงพื้นที่ ต้องโดนโจมตีและทำร้าย บอดี้การ์ดของเขาถอนตัวออกเข้า เขาโดนทำร้ายออกทีวีกลางดึก ผมเลยคิดว่าเขาก็โดนหลายเรื่องเหมือนกัน ก็เลยเป็นข้อพิสูจน์ให้กับผู้สนับสนุนของเรา ว่าเขาไม่ได้เสแสร้ง แต่เขายอมเจ็บปวดเพื่อผ่านกระบวนการเหล่านี้ แล้วตอนนั้นเขาอายุ 92 แล้ว แน่นอนถ้าเป็นคนอื่นคงไม่อยากทำหรอก

สุทธิชัย : เพราะฉะนั้นคุณก็เลยให้โอกาสเขาพิสูจน์ความจริง ในตอนที่เขามาหาคุณแล้วบอกว่า มาทำงานด้วยกัน มากำจัดนาจิบ และฉันจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี 2 ปีแล้วคุณค่อยเป็นหลังจากนั้น

อันวาร์ : ตอนแรกก็ไม่ครับ ผมไม่ชอบเลย

สุทธิชัย : เหรอครับ ไม่ชอบเลยเหรอ

อันวาร์ : ไม่ครับ ตอนแรก แต่พอผมเห็นความทุ่มเทกับการทำงาน และเห็นว่ามันก็ลำบากสำหรับเขาด้วย คือว่า ในตอนหาเสียงครั้งแรกๆ คนที่ขึ้นพูดบนเวทีก่อนเขาบอกว่า ผมโดนจำคุกเพราะมหาเธร์เป็นเวลา 1 ปี แล้วผมก็โดนคนของเขาทำร้าย เขาไปที่ไหนก็ต้องยอมกล้ำกลืนสิ่งเหล่านี้ซึ่งมันก็ยากสำหรับเขา ถึงขนาดว่าผมได้ข้อความว่า หยุด พูดเรื่องนี้เถอะ

สุทธิชัย : หยุดพูดเรื่องนี้เถอะ (หัวเราะ)​ คงเป็นเรื่องยากที่คนแก่คนนึงจะต้องมารับเรื่องพวกนี้นะครับ

อันวาร์ : แต่เขาก็รับได้นะครับ แม้แต่ช่วงท้ายของการหาเสียง เขาก็ไปหาเสียงทุกคืน เขาอึดมาก

สุทธิชัย : เจอช่วงเวลาเลวร้ายมากแต่เขาก็ผ่านมาได้

อันวาร์ : ใช่ เขาทำได้ ผมก็เลยคิดว่าประชาชนเลยให้ความดีความชอบของเขาตรงนี้และผมเองก็ด้วย

สุทธิชัย : แม้แต่ตอนนี้?

อันวาร์ : ใช่ครับ แน่นอนตอนนี้ผมยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเขาผม ถึงผมจะไม่ได้ไปเจอกับเขาเพื่อพูดคุยเป็นการส่วนตัวกันบ่อยๆ แต่ก็ประมาณสองสัปดาห์ต่อครั้งผมได้พูดกับเขานานๆ

สุทธิชัย : แล้วครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ครับ

อันวาร์ : 3 วัน 3 วันที่ผ่านมานี่เอง

สุทธิชัย : พวกคุณพูดอะไรกันครับ

อันวาร์ : เราก็พูดกันเกี่ยวกับนโยบาย แล้วเมื่อไม่นานมานี้ก็มีความกังวลเกี่ยวกับ คนชายขอบ และคนยากจน รวมถึงคนเชื้อสายมาเลย์ ปฏิกิริยาของประชาชน พูดเรื่องอนาคตเราจะไปทางไหน ซึ่งเรื่องพวกนี้เขาก็พูดออกสื่ออยู่แล้ว เป็นเรื่องที่เขากังวล

สุทธิชัย : ครับ ผมก็เพิ่งเห็นมา

อันวาร์ : ซึ่งเป็นเรื่องโอเค

สุทธิชัย : แล้วคุณได้เตือนเขาเกี่ยวกับ การทำผลงานของเขา เกี่ยวกับการทำผลงานของรัฐมนตรีของเขาไหมครับ

อันวาร์ : ผมก็คอยดูตลอดนะครับผมคิดว่าเขาจำเป็นต้องให้คำแนะนำกับพวกเขา และให้คำเตือนเกี่ยวกับในการพูดจาออกสื่อ ผมรู้ครับว่าบางคนใหม่ ความผิดพลาดอย่างสองอย่างยังโอเคอยู่แต่ถ้ายังทำข้อผิดพลาดมากเกินไปจะกลายเป็นภาพจำที่ไม่ฉลาดนัก แล้วทุกคนก็จะดู แย่ไปพร้อมกันหมด เพราะงั้น ได้โปรดเถอะ

สุทธิชัย : คุณก็ด้วยนะครับ

อันวาร์ : ใช่

สุทธิชัย : คุณก็จะดูแย่ด้วย

อันวาร์ : ครับ

สุทธิชัย : เพราะคุณก็จะต้องรับข้อครหาด้วย เพราะว่าลงเรือลำเดียวกันแล้ว

อันวาร์ จริงที่สุดครับ

(ติดตามดูคลิบย้อนหลังรายการ “โลกป่วน” ได้ที่ www.thaipbs.com)