สุทธิชัย หยุ่น
สื่อมวลชน ผู้บุกเบิกวงการมายาวนานถึง 50 ปี

ทรัมป์ ‘ป่วน’ โลกด้วย ลัทธิมะกันมาก่อนทุกอย่าง!

303
วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน 2561

ทรัมป์ ‘ป่วน’ โลกด้วย
ลัทธิมะกันมาก่อนทุกอย่าง!

  • ทรัมป์ประกาศเลิก Ideology of Globalism ไม่เอา ‘อุดมการณ์โลกาภิวัฒน์’
  • ทรัมป์ยึด Doctrine of Patriotism ‘ลัทธิความรักชาติ’
  • ทุกอย่างต้องมะกันก่อน America First!

คำปราศรัยของโดนัลด์ ทรัมป์ที่สหประชาชาติเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาถือได้ว่าเป็นการพลิกนโยบายของมหาอำนาจสหรัฐฯครั้งสำคัญตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองกันเลยทีเดียว

ทรัมป์ประกาศยกเลิกแนวทาง Ideology of Globalism หรือ “อุดมการณ์โลกาภิวัฒน์” ที่อเมริกาเคยเป็นผู้ประกาศเป็นนโยบายหลักของวอชิงตันมาตลอด

และจะทดแทนด้วย Doctrine of Patriotism หรือ “ลัทธิรักชาติ”
ไม่ต้องสงสัยว่าผู้นำสหรัฐฯคนนี้กำลังจะเดินตามคำมั่นสัญญา

ระหว่างหาเสียงคือ America First

นั่นหมายถึงว่าต่อแต่นี้เป็นต้นไป อเมริกาจะสนใจเฉพาะเรื่องที่สหรัฐฯได้ประโยชน์เป็นหลัก อะไรอย่างอื่นจะกลายเป็นเรื่องที่มีลำดับความสำคัญรองลงมา

ทรัมป์บอกด้วยว่าที่ผ่านมาสหรัฐฯเป็นประเทศที่ให้ความช่วยเหลือประเทศอื่นมากที่สุด “แต่น้อยประเทศจะให้อะไรเรา”

พร้อมทั้งประกาศว่าภายใต้การนำของเขา อเมริกาจะให้ความช่วยเหลือก็แก่ประเทศที่ “เคารพเรา” และ “เป็นมิตรกับเรา”

ว่าแล้วทรัมป์ก็ร่ายยาวถึงประเทศที่ “เป็นมิตร” ด้วยการเอ่ยถึงคิมจองอึนแห่งเกาหลีเหนือเป็นชื่อแรก มิใช่ยุโรปอย่างที่เคยเป็นรูปแบบเหนียวแน่นมาตลอดหลายสิบปี

ตามมาด้วยซาอุดีอาระเบีย, ยูเออี และโปแลนด์ (ซึ่งผู้นำเพิ่งไปเยือนทำเนียบขาวพร้อมกับประกาศว่าจะตั้งชื่อฐานทัพสหรัฐฯในประเทศนั้นเป็น Fort Trump (หรือ “ปราการแห่งทรัมป์”)

ศัตรูหมายเลขหนึ่งของอเมริกาในสายตาทรัมป์คืออิหร่านและประเทศใดก็ตามที่ไม่ยอมทำตามเงื่อนไขของทรัมป์

การยกเลิกนโยบาย Globalism ของทรัมป์มีผลที่สำคัญมากสำหรับดุลอำนาจของเวทีการเมืองระหว่างประเทศ เพราะเท่ากับเป็นการเขียนกติกาใหม่สำหรับโลก

อเมริกาเคยผลักดันนโยบาย “โลกาภิวัฒน์” เพราะต้องการจะเป็นผู้กำหนดทิศทางของโลกให้เดินตาม  “ อุดมการณ์ ”  หรือ ideology ในเรื่องประชาธิปไตย  , ตลาดเสรี , สิทธิมนุษยชน ,         ธรรมาภิบาล ซึ่งเป็น “ค่านิยม” ตะวันตกที่มีมาช้านาน

ไม่แต่เท่านั้น สหรัฐฯยังไปชักชวนประเทศตะวันตกในยุโรปที่มีแนวความคิดเช่นนี้ให้มาเป็นพันธมิตรด้านนี้

แน่นอนว่านโยบาย Globalism ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการต้องการทำความดีความงามเพื่อช่วยเหลือประเทศอื่นอย่างเดียว

หากแต่เป็นเพราะการที่สหรัฐฯเรียกร้อง, กดดัน, บังคับให้ประเทศอื่น ๆ ยอมเดินตามแนวทางของตนนั้นทำให้วอชิงตันกลายเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจของโลก และได้ประโยชน์มหาศาลในการกำหนดทิศทางที่ตนเองได้ประโยชน์สูงสุด

แต่เพราะสหรัฐฯไม่สามารถบริหารทรัพยากรของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอ สร้างหนี้สินมโหฬารเพราะสามารถพิมพ์เงินออกมาเท่าไหร่ก็ได้และใช้เงินทองในการทำสงครามในประเทศต่าง ๆ ที่ไม่เป็นมิตรกับตน กลุ่มชนชั้นกลางผิวขาวจำนวนหนึ่งก็รู้สึกว่าพวกตนไม่ได้ประโยชน์อะไรจากนโยบาย “โลกาภิวัฒน์”

มิหนำซ้ำ ชนชั้นกลางมะกันเหล่านี้ยังมองว่าประเทศอื่น ๆ เอารัดเอาเปรียบสหรัฐฯ เพราะได้สิทธิพิเศษในการค้าขายกับอเมริกาขณะที่อุตสาหกรรมสหรัฐฯถูกประเทศอื่นแย่งโอกาสไปมากมาย

ความรู้สึกต่อต้านสิ่งที่เรียกว่า Globalism ในหมู่คนอเมริกันจำนวนหนึ่งจึงเกิดขึ้นและกระจายตัวไปหลาย ๆ จุดในสหรัฐฯ จนกลายเป็นฐานเสียงใหญ่ที่หนุนเนื่องให้ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งเหนือความคาดหมายของคนส่วนใหญ่ในอเมริกา

มาถึงวันนี้ ทรัมป์จึงพยายามจะขี่กระแสนี้เพื่อจะยึดอำนาจทางการเมือง และหวังจะชนะเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีในสมัยที่2 ด้วยการประกาศนโยบาย “สหรัฐฯอเมริกาต้องมาก่อน”

แนวทาง Doctrine of Patriotism ของเขาไม่ใช่เรื่อง “รักชาติ” หากแต่เป็นการสร้างกระแส “ชาตินิยม” ในประเทศอเมริกาเพื่อให้เขาเป็น “ขวัญใจ” ของชนชั้นกลางผิวขาวที่พร้อมจะเทคะแนนให้เขา  โดยไม่สนใจว่าทรัม์ปกำลังจะ “ป่วน” การเมืองมะกันและสร้างความสับสนให้กับประชาคมโลกด้วยนโยบายใหม่นี้อย่างไร

สิ่งที่จะตามมาคือการกลับไปสู่การประกาศว่าอเมริกาจะเป็น “นักเลงโต” ที่ไม่สนใจเรื่องศีลธรรมและความถูกต้องชอบธรรมตราบเท่าที่สหรัฐฯได้ประโยชน์ในกติกาใหม่

คำว่า Might is Right หรือ “ใครกล้ามใหญ่คนนั้นครองโลก” ก็จะกลับมาเป็นแนวทางที่น่ากลัวสำหรับประเทศที่ไม่มีอำนาจต่อรองกับ “ตำรวจโลก”

คำประกาศของทรัมป์ครั้งนี้จึงเท่ากับเป็นการเขียนกติกาใหม่ให้กับบทบาทของสหรัฐฯ ที่ประเทศไทยเราจะต้องวิเคราะห์ค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อปรับแนวทางให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญครั้งนี้อย่างเร่งรีบ, รอบด้านและชาญฉลาด

ชัดเจนเช่นกันว่าเมื่อทรัมป์เลือกจะเดินเส้นทางที่ไม่เอาประชาคมโลก ก็เท่ากับเปิดช่องว่างให้จีนเข้ามาแทนที่ในฐานะเป็นชาติใหญ่ที่ยื่นมือร่วมแรงแข็งขันกับประเทศต่าง ๆ เพื่อคานอำนาจมะกัน

ประเด็นนี้กำลังจะเป็นหัวข้อใหญ่สำหรับทุกประเทศทุกภูมิภาค
เราตื่นจากความ “สบาย ๆ” และความงัวเงียแล้วหรือยัง?

ผมจับประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด ขอความรู้และความเห็นหลากหลายจากทุกฝ่ายเพื่อนำเสนอในคอลัมน์นี้ต่อไปครับ