สุทธิชัย หยุ่น
สื่อมวลชน ผู้บุกเบิกวงการมายาวนานถึง 50 ปี

ที่นี่ไม่รับ ‘ทิป’… แก้ปัญหาที่ปลายเหตุอีกแล้ว

305

กาแฟดำ
วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม

ที่นี่ไม่รับ ‘ทิป’…
แก้ปัญหาที่ปลายเหตุอีกแล้ว

ป้ายที่ช่อง Visa on Arrival (VOA) สนามบินของไทยสด ๆ ร้อน ๆ นี้บอกว่า No Tips Please แปลว่า “กรุณาอย่าจ่ายทิป”

เหตุเป็นเพราะมีการกล่าวหาจากนักท่องเที่ยวจีนว่าถูกเรียกเข้าช่อง Fast Track และต้องเสียงค่าวีซ่า ณ สนามบิน 2,000 บาทบวกอีก 300 บาท

เขากล่าวหาว่าสำหรับ 2,000 บาท มีใบเสร็จ แต่อีก 300 บาทไม่มีใบกำกับบอกว่าเป็นค่าอะไร

เขากล่าวหาด้วยว่านักท่องเที่ยวจีนบางคนถูกเรียกให้เข้าช่อง Fast Track เพื่อจ่ายเงินเพิ่มสำหรับบริการด่วนพิเศษ

คนที่ไม่ต้องการเข้าช่องพิเศษ เข้าแถวที่ช่องธรรมดากลับไม่มีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองนั่งประจำการอยู่

ทำให้เกิดความเข้าใจว่าเป็นการบีบบังคับทางอ้อมให้เข้ามาในช่องที่ต้องจ่ายเงินพิเศษ

เงินนี้ถูกเรียกว่า “ทิป”

ภาษาจีนที่เขาเขียนส่งต่อกันว่อนในโซเชียลมีเดียจีนใช้คำว่า 小费

ซึ่งมีความหมายของเขาว่าเป็น “ทิป”

ถ้าเรียกว่า “ทิป” ก็แปลว่าเป็นการให้เงินพิเศษเพื่อขอบคุณที่อำนวยความสะดวก เหมือนเรา “ทิป” พนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารซึ่งเป็นที่เข้าใจว่าเป็นการให้แก่พนักงาน มิใช่ให้กับเจ้าของร้าน

“ทิป” จึงไม่มีใบเสร็จ

ทำให้เกิดคำถามต่อว่าพนักงานของรัฐที่กินเงินเดือนประชาชนและมีหน้าที่บริการคนอื่นในหน้าที่ของตนนั้นควรจะมี “ทิป” หรือไม่

และหากมี, ใครเป็นคนวางกฎเกณฑ์ว่าควรจะเป็นเท่าไหร่

หากเกิดมีระบบ “ทิป” ขึ้นมา จะทำให้มีปัญหากับระบบปกติหรือไม่
เพราะจะทำให้พนักงานไม่ทำงานปกติ หันไปทำแต่งานพิเศษที่มี “ทิป” หรือไม่

และหากทิปเข้ากระเป๋าส่วนตัวของพนักงานที่เข้าเวรนั้น ๆ ไม่เข้ารัฐ จะถือว่าเป็นให้สินบนเพื่อให้บริการมากกว่าปกติหรือไม่

ทั้งหมดนี้เป็นคำถามที่ต้องมีคำตอบจากผู้รับผิดชอบ เพราะหากไปย้อนดูสถิติของนักท่องเที่ยวที่มาขอวีซ่าที่สนามบิน ณ ช่อง Visa on Arrival แล้วปีที่ผ่าน ๆ มาบางปีสูงถึง 7 ล้านคน

หากมีการจ่าย “ทิป” คนละ 300 บาท รายได้เฉพาะส่วนนี้จะสูงถึง 2,100 ล้านบาททีเดียว

เกิดคำถามว่าเงินก้อนนี้ไปอยู่ที่ไหน และมีการรายงานรายได้นี้เข้าสู่ระบบกลางของตรวจคนเข้าเมืองหรือไม่อย่างไร

อีกทั้งเมื่อมีคำถามเรื่องนี้อันเกิดจากกรณีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทำร้ายร่างกายของนักท่องเที่ยวจีนคนหนึ่งที่โยงไปถึง “ทิป” นี้ด้วย คำถามต่อมาก็คือมีการสอบสวนหรือไม่ว่า “ทิป” ที่ว่านี้มีที่มาที่ไปอย่างไร

เพราะเพียงแค่ติดป้าย No Tips Please ที่ช่องนี้ที่สนามบินก็คงไม่ได้แก้ปัญหาหรือคลายความสงสัยคลางแคลงของนักท่องเที่ยวต่างชาติแต่อย่างไร

สำคัญกว่านั้นคือจะต้องตอบคำถามของคนไทยด้วยว่าทางการจะหาคนรับผิดชอบเรื่อง “ทิป” นี้อย่างไร

เจ้าหน้าที่ไทยอ้างว่านักท่องเที่ยวจีนคนนั้นไม่มีเอกสาร ไม่มีเงินจ่ายค่าวีซ่า จึงต้องส่งกลับบ้านไป

แต่เจ้าตัวเขาไปบอกเล่าให้คนในโซเชียลมีเดียในจีนฟังว่า
“วันที่ 27 กันยายน เวลาประมาณ 22 นาฬิกา นายเหมยเดินทางจากกรุงจาร์กาต้าถึงสนามบินดอนเมืองโดยเที่ยวบิน SL117 เจ้าหน้าที่ ตม. เรียกให้นายเหมยเข้าไปที่ Fast Track พร้อมกับจ่ายเงิน 2,300 บาท แต่เขาปฏิเสธ เจ้าหน้าที่ ตม. จึงปฏิเสธที่จะให้วีซ่า เล้วจะส่งตัวเขากลับจีน เขาจึงโต้แย้งไม่พอใจ จนท้ายที่สุดถูกทำร้าย”

ข้อความนั้นเล่าต่อว่า

 “เจ้าหน้าที่ ตม. อ้างว่าเขาไม่มีเงินติดตัว จึงปฏิเสธไม่ให้วีซ่า แต่เขามีเงินไทย 3,215 บาท เงินหยวน 1,000 หยวน เงินดอลล่าร์ 400 ดอลล่าร์ และเงินสกุลอื่น ๆ อีก รวมแล้วมากกว่าที่ ตม. ไทยกำหนดแน่นอน นอกจากนี้เขายังมีที่อยู่ของญาติและเพื่อนคนไทยที่เขาจะพักอาศัยแสดงให้ ตม. ดูอีกด้วย”

ข้อความนี้เป็นจริงหรือไม่ไม่มีใครยืนยันได้ นอกจากว่าทางการไทยจะสอบสวนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้เกิดความกระจ่างเพื่อไม่ให้ฝ่ายจีนตั้งประเด็นว่าเราไม่ทำความจริงให้ประจักษ์ หรือเพียงแค่อ้างว่าพักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแล้ว พอเรื่องแผ่วลง ทุกอย่างก็กลับไปเหมือนเดิมอีก

เหมือนกรณีเรือล่มที่ภูเก็ตเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวจีนเสียชีวิตไป 47 คน จนถึงวันนี้เราก็ยังไม่ได้รับรู้ผลของการสอบสวนว่าใครต้องรับผิดชอบและมีการลงโทษคนที่เกี่ยวข้องอย่างไร

อีกทั้งมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุเช่นนั้นเกิดขึ้นอีกนั้นมีการตรวจตราว่ามีการบังคับใช้อย่างเคร่งครัดเพียงใด

จะรอให้เกิดเหตุร้าย, เกิดกรณีทำร้ายร่างกายหรืออุบัติภัยอื่นใดอีกครั้งจึงจะตกตื่นว่ายอดนักท่องเที่ยวจีนหดหายไปอย่างนั้นหรือ?