สุทธิชัย หยุ่น
สื่อมวลชน ผู้บุกเบิกวงการมายาวนานถึง 50 ปี

ประท้วงกันทั่วโลก… วิกฤตการเมืองประชานิยมทั้งสองขั้ว?

คอลัมน์ “กาแฟดำ”
วันพฤหัสฯที่ 28 พฤศจิกายน 2562

ประท้วงกันทั่วโลก…
วิกฤตการเมืองประชานิยมทั้งสองขั้ว?

การประท้วงกำลังลามไปหลายประเทศทั่วโลกในขณะนี้
ไม่ได้แปลว่ามีการนัดหมายกัน และไม่ได้แปลว่ามีการประสานกัน
แต่น่าจะมีปัญหาที่ละม้ายกัน

ตรงนี้คือประเด็นที่น่าสนใจ

เพราะการที่ผู้คนลุกขึ้นประท้วงรัฐบาลในหลาย ๆ ประเทศช่วงนี้น่าจะเกี่ยวกับปัญหาที่ระบอบที่เรียกว่า “เสรีประชาธิปไตย” และ “ประชานิยม” รวมไปถึง “โลกาภิวัฒน์”

ไม่ว่าจะเป็นการประท้วงที่ฮ่องกง, เลบานอน, อินโดนีเซีย, ซาอุดีอาระเบียและโบลีเวีย

ผลจากการชุมนุมที่เลบานอนและโบลีเวียนำไปสู่การโค่นผู้นำทางการเมืองเรียบร้อยแล้ว

หากมองย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีก่อน เราอาจจะเป็นสัญญาณแรก ๆ ของคลื่นแห่งความไม่พอใจที่แฝงอยู่ในสังคมโลกหลาย ๆ แห่ง
ไม่ว่าจะเป็นการล่มสลายของสหภาพโซเวียต

หรือการก่อเกิดของสิ่งที่เรียกว่า Globalisation หรือที่ไทยแปลว่า “โลกาภิวัฒน์”

ตามมาด้วยการที่นักการเมืองใช้นโยบาย “ประชานิยม” เพื่อชนะใจผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจนนำไปสู่การใช้งบประมาณภาษาประชาชนเพื่อชนะการเลือกตั้งในครั้งหน้าให้นักการเมืองเหล่านั้นสามารถดำรงอยู่ในตำแหน่งให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้

กรณีชัยชนะของโดนัลด์ ทรัมป์ที่ได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯเมื่อสามปีก่อนท่ามกลางความแปลกประหลาดใจของนักวิเคราะห์เกือบจะทุกสำนักก็เป็นการตอกย้ำถึงสาเหตุแห่งความไม่พอใจของชนชั้นกลางและหมู่ชนที่ตกอยู่ในสภาพที่ด้อยโอกาส

สิ่งที่เรียกว่า “ทุนนิยม…เสรีประชาธิปไตย…ตลาดเสรี” ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างคนระดับบนกับชนชั้นล่างที่เพิ่งจะปรากฏชัดขึ้นในระยะหลัง

แต่ปัญหานี้สั่งสมมาหลายสิบปี จนเมื่อมีปัจจัยและจังหวะมาบรรจบกันก็ระเบิดขึ้นมาเป็นการรวมตัวของคนที่ไร้โอกาสเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ของตนตามกติกาที่ควรจะมีควรจะเป็น

โลกาภิวัฒน์และทุนนิยรวมถึงเสรีประชาธิปไตยนั้นได้ก่อให้เกิดช่องว่างระหว่างคนมีกับคนไม่มี, คนได้โอกาสกับคนเสียโอกาส, คนเมืองกับชนบท, และคนวงในกับวงนอก

ยิ่งเข้าสู่ยุคอินเตอร์เน็ทและดิจิตัลก็ยิ่งจะเห็นช่องว่างระหว่างคนที่เข้าถึงเทคโนโลยีกับคนที่เข้าไม่ถึง

ปัญหานี้จะบานปลายกลายเป็นวิกฤตระดับโลกได้หากไม่มีการแก้ไขอย่างจริงจังและยั่งยืน

พอเกิดความไม่พอใจของชนชั้นกลางที่รู้สึกตัวว่าไม่มีสิทธิไม่มีเสียงก็ทำให้เกิดผู้นำการเมืองที่มีความโอนเอียงไปทางด้าน “ผู้นำรวมศูนย์” ที่ปลุกระดมให้เกิดความรู้สึก “ชาตินิยม” ถึง “คลั่งชาติ”

ผู้นำชาตินิยมเอียงขวาโผล่มาให้เห็นจากการเลือกตั้งในยุโรปตะวันออกและยุโรปกลางหลายประเทศเช่น

วลาดิเมียร์ ปูตินแห่งรัสเซีย
วิคเตอร์ ออร์บานแห่งฮังการี

ในลาติน อเมริกาผู้นำเอียงซ้ายที่ใช้แนวทางประชานิยมผสมชาตินิยมก็ได้รับการเลือกจากประชาชนอย่างล้นหลามเช่นกันเช่น
ฮิวโก ชาเวซแห่งเวเนซูเอลาที่เสียชีวิตไปเมื่อ 6 ปีก่อน

นิโคลาส มาดูโรที่สืบทอดต่อจากชาเวซก็เดินในแนวทาง
เดียวกัน

แม้แต่โลกตะวันตกอย่างสหรัฐฯและอังกฤษก็เกิดคลื่นที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงที่มิได้เป็นแนวทางเดิมของสิ่งที่เรียกว่าทุนนิยมตะวันตก

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือการที่โดนัลด์ ทรัมป์ชนะเลือกตั้งและประชามติคนสหราชอาณาจักรที่ให้ออกจากสหภาพยุโรปที่เรียกว่า Brexit

โลกตะวันออกกลางจะเห็นผู้นำที่มีแนวทางชาตินิยมและศาสนานิยมที่ขึ้นมามีอำนาจมากขึ้น

ในเอเซียผู้นำอย่างสีจิ้นผิงของจีนและนเรนทรา โมดีแห่งอินเดียก็เป็นผลผลิตของการปรับแนวทางห่างออกจากทุนนิยมสู่อำนาจนิยมและการรวมศูนย์แห่งอำนาจมาที่ตัวบุคคลและนโยบายการมุ่งเน้นความเด็ดขาดของอุดมการณ์ที่ผู้นำพยายามนำเสนอ “ผลงานที่จับต้องได้” มากกว่า “อุดมการณ์การเมืองที่มีผู้ได้ประโยชน์เพียงกลุ่มเดียว”

วันนี้เราเห็นแนวโน้ม “ประชานิยม” ทั้งจากขั้วซ้ายและขวา
จึงเป็นที่มาของปรากฏการณ์ “วิกฤตศรัทธา” ต่อคำว่า “เสรีประชาธิปไตย”

และนำมาสู่ความเปลี่ยนแปลงที่สร้างความตื่นตะลึงพอสมควรเมื่อผู้นำจีนกลายเป็นผู้นำการสร้างเขตการค้าเสรีและต่อต้านโรคร้อนขณะที่สหรัฐฯกลับออกมาต่อสู้การค้าพหุภาคีและปฏิเสธปัญหาโลกร้อนอย่างสิ้นเชิง

โลกกำลังกลับตาลปัตร…ไทยเราอยู่ตรงไหนของสมการใหม่นี้
นั่นคือคำถามที่ใหญ่ที่สุดข้อหนึ่งสำหรับไทยวันนี้

 

Get real time updates directly on you device, subscribe now.