สุทธิชัย หยุ่น
สื่อมวลชน ผู้บุกเบิกวงการมายาวนานถึง 50 ปี

มะกันสั่งจับผู้บริหารหวาเว่ย: ตัวประกันต่อรองของ 2 ยักษ์

266

คอลัมน์ “กาแฟดำ”
วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม 2561

มะกันสั่งจับผู้บริหารหวาเว่ย:
ตัวประกันต่อรองของ 2 ยักษ์

การที่สหรัฐฯขอให้แคนาดาจับตัวผู้บริหารระดับสูงของบริษัท Huawei หรือ “หวาเว่ย” (华为) ที่บังเอิญเป็นลูกสาวผู้ก่อตั้งด้วยนั้นเป็นข่าวใหญ่ไม่เฉพาะในประเด็นเศรษฐกิจ แต่กลายเป็นความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างอเมริกากับจีนรอบใหม่อย่างมีนัยสำคัญ

เพราะเธอคือ “เมิ่งหว่านโจว” (孟晚舟) ที่มีตำแหน่งเป็น CFO หรือผู้บริหารสูงสุดด้านการเงินของหวาเว่ย

และคุณพ่อกำลังวางตัวเป็นทายาทที่จะขึ้นมาเป็นซีอีโอของบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ของจีนแห่งนี้ในอนาคตอันใกล้

เธอจึงไม่ใช่ผู้บริหารธรรมดา หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นเจ้าของธุรกิจยักษ์ที่สหรัฐฯจ้องมองมาระยะหนึ่งแล้วว่าเป็นแขนขาสำคัญของรัฐบาลจีน

เรื่องนี้เกิดขึ้นวันเดียวกับที่โดนัลด์ ทรัมป์กับสีจิ้นผิงเจอกันที่การประชุมสุดยอด G-20 ที่อาร์เจนตินาคือวันที่ 1 ธันวาคม

เป็นการพบปะที่พยายามออกข่าวทางบวกว่าจะ “หยุดยิง” หรือ “สงบศึก” สงครามการค้าระหว่างสองยักษ์ 90 วันเพื่อให้ต่างฝ่ายต่างกลับไปปรับท่าทีของตนเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อกันและกันหนักหน่วงไปกว่านี้

การที่สหรัฐฯขอให้แคนาดาจับตัวนางเมิ่งหว่านโจวที่แวนคูเว่อร์ขณะเปลี่ยนเที่ยวบินอย่างโฉ่งฉ่างเช่นนี้ ผมตีความได้ทางเดียว่า

วอชิงตันต้องการจะจับเธอเป็น “ตัวประกัน” ในการเจรจากับปักกิ่ง
แม้ว่าเหตุผลทางการของอเมริกาคือการที่เธอมีพฤติกรรมจงใจละเมิดมาตรการลงโทษหรือแซงชั่นอิหร่าน แต่เอาเข้าจริง ๆ นั่นเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อจะทำให้ทางการจีนได้รู้ว่าสหรัฐฯมีลู่ทางจะกดดันจีนในรูปแบบต่าง ๆ และปักกิ่งควรจะสำเหนียกเอาไว้ด้วย

ไม่มีใครบอกได้ว่าทรัมป์เป็นคนสั่งเอง หรือได้รับรู้ว่าใครเป็นคนตัดสินใจเรื่องนี้

นายกรัฐมนตรีแคนาดา จัสติน ทรูโดประกาศว่าเขาไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน และไม่มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับการ “ขอตัวผู้ร้ายข้ามแดน” (extradition) จากอเมริกาครั้งนี้

เพราะแคนาดากลัวว่าจะถูกลากเข้าไปในสงครามการเมืองระหว่างจีนกับสหรัฐฯรอบใหม่โดยไม่ได้ตั้งใจ

จังหวะของการออกข่าวเรื่องนี้ก็มีประเด็นที่น่าเคลือบแคลงพอสมควร เพราะเธอถูกเจ้าหน้าที่แคนาดาจับเมื่อวันเสาร์ที่ 1 ธันวาคม แต่ข่าวออกมาเมื่อวันพุธที่ 5 ธันวาคมอันเป็นวันที่เธอไปปรากฏตัวที่ศาลแคนาดาวันแรก

รัฐบาลจีนออกมาประท้วงการจับตัวผู้บริหารหวาเว่ยครั้งนี้อย่างหนักหน่วงรุนแรง ขอให้ปล่อยตัวเธอทันทีเพราะการกระทำเช่นนี้เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของพลเมืองจีน

บริษัทหวาเว่ยเองก็ออกแถลงการณ์ชัดถ้อยชัดคำ บอกว่ายังไม่รู้รายละเอียดของข้อหา แต่ยืนยันว่าบริษัทได้กระทำการทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายของสหรัฐฯหรือของจีน และไม่มีการกระทำใด ๆ ที่ละเมิดมติของคณะมนตรีความมั่นคง สหประชาชาติว่าด้วยการแซงชั่นอิหร่านแต่ประการใด

ขณะที่เขียนอยู่นี้ ยังไม่ชัดเจนว่าเมิ่งหว่านโจว (มีชื่อฝรั่งว่า Sabrina) จะได้รับอนุญาตให้ประกันตัวโดยศาลแคนาดาหรือไม่ และจะมีการส่งตัวเธอไปให้ทางการสหรัฐฯเมื่อไหร่

ปฏิเสธไม่ได้ว่ากรณีนี้จะกลายเป็นประเด็นแห่งความขัดแย้งรอบใหม่ระหว่างจีนกับสหรัฐฯที่มีผลกว้างไกล

ที่คาดกันว่าเมื่อทรัมป์กับสีจับมือกันประกาศ “หยุดยิง” กรณีสงครามการค้าจะนำไปสู่ความผ่อนคลายในความตึงเครียดของความสัมพันธ์ก็กลายเป็นหมันไปโดยพลัน

เพราะจีนถือว่าเรื่องนี้เป็นการตบหน้ากันชัด ๆ

อีกทั้งตอกย้ำว่าสหรัฐฯไม่มีความจริงใจในการหาทางออกจากการเผชิญหน้าระหว่างสองชาติ

นายกฯแคนาดาบอกว่ารัฐบาลของเขาได้รับการบอกเล่าถึงคำขอจากอเมริกาให้จับเมิ่งหว่านโจวไม่กี่วันก่อนหน้านั้น แต่ยืนกรานว่ารัฐบาลแคนาดาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แต่อย่างไร

อีกทั้งยังยืนยันว่ากระบวนการยุติธรรมของแคนาดามีอิสระในการทำงานของตนอย่างเต็มที่โดยการเมืองไม่อาจจะก้าวก่ายได้

สหรัฐฯกับบริษัทหวาเว่ยมีเรื่องกันมาระยะหนึ่งแล้ว เพราะรัฐบาลตะวันตกหลายชาติมีความกังวลว่ารัฐบาลจีนใช้ให้บริษัทโทรคมนาคมของตนเป็นเครื่องมือในการเจาะล้วงและสืบหาข่าวทางลับโดยผ่านเทคโนโลยี G-5

หวาเว่ยยืนยันมาตลอดเช่นกันว่าตนดำเนินธุรกิจในฐานะเอกชน ไม่มีคำสั่งใด ๆ จากรัฐบาลจีนให้กระทำการที่ถูกกล่าวหา

ไม่ต้องแปลกใจหากนักการเมืองมะกันบางคนตั้งข้อหาว่าบริษัทจีนแห่งนี้เป็น “ภัยคุกคามต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ”

อนาคตของหวาเว่ยและความสัมพันธ์ของธุรกิจโทรคมนาคมยักษ์ของจีนกับสหรัฐฯและประเทศอื่น ๆ เป็นเรื่องน่าสนใจมาก