สุทธิชัย หยุ่น
สื่อมวลชน ผู้บุกเบิกวงการมายาวนานถึง 50 ปี

ย้อนรอยไทยผลักดันตั้งอาเซียน เมื่อลีกวนยูฝันร้ายกลัวไทยขุดคอคอดกระ

307

ย้อนรอยไทยผลักดันตั้งอาเซียน
เมื่อลีกวนยูฝันร้ายกลัวไทยขุดคอคอดกระ

ผมเพิ่งได้หนังสือชื่อ “50 ปีของไทยในอาเซียน” ที่กระทรวงต่างประเทศตีพิมพ์ เป็นวิธีการบันทึกประวัติศสตร์จากคำบอกเล่าของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์จริงและมีประสบการณ์โดยตรง เรียกว่า oral history

ผมอ่านแล้วได้ประโยชน์และสนุกมาก สะท้อนถึงบทบาทของประเทศไทยที่ถือได้ว่าเป็นแกนหลักในการก่อตั้งอาเซียนตั้งแต่ยังตั้งไข่ อีกทั้งไทยเรายังเป็น “ผู้เดินสาย” ไปยังประเทศเพื่อนบ้านเพื่อประสานให้มีการก่อตั้งองค์กรแห่งนี้จนลงนามปฏิญญาณอาเซียน (ปฏิญาณกรุงเทพ๗ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2510 ณ วังสราญรมย์ กระทรวงต่างประเทศ

ตอนหนึ่งของหนังสือ ดร. สมปอง สุจริตกุลซึ่งขณะนั้นเป็นเลขานุการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ            ดร.ถนัดคอมันตร์

เกร็ดสำคัญตอนหนึ่งคือที่นายลี กวน ยู นายกฯสิงคโปร์ขณะนั้นยอมรับว่ามีความหวั่นเกรงมาก ๆ ว่าประเทศไทยจะขุดคอคอดกระ ซึ่งจะทำให้สิงคโปร์หมดความหมายไปได้เลย

ดร. สมปอง สุจริตกุลเล่าว่า “ก่อนหน้าที่จะตั้งอาเซียน เรามีกลุ่มภูมิภาคแล้ว เรียกว่า Association of South East Asian States (ASA) มี 3 ประเทศคือไทย, มาเลเซียและฟิลิปปินส์ แต่เหตุการณ์ที่กระตุ้นให้อาเซียนเกิดขึ้นก็คือในเวลานั้น สิงคโปร์แยกตัวออกมาจากมาเลเซีย     สิงคโปร์เป็นประเทศที่เล็กมาก แต่ก็มีศักยภาพสูงมากเช่นกันและก็มีนายพลซูฮาร์โตที่เพิ่งขึ้นมาเป็นใหญ่ในอินโดนีเซีย ซึ่งมีประชากรมุสลิมกว่า 100 ล้านคนซึ่งในขณะนั้นท่านรัฐมนตรี (ต่างประเทศ) ถนัด (คอมันตร์) เห็นว่าอาจจะเป็นโอกาสเหมาะ ท่านเลยปรารภขึ้นมาว่าเราไปคุยกับประเทศเพื่อนบ้านกันดีกว่า ว่าเขาสนใจจะรวมตัวกันหรือไม่ และได้มอบหมายให้ผมยกร่างเอกสารซึ่งต่อมาได้กลายเป็นร่างแรก ๆ ของปฏิญญากรุงเทพฯ แต่เราก็ทำในรูปแบบที่ง่ายที่สุด คือยกร่างในรูปแบบของ Joint Communique ซึ่งต่อมาเนื้อหาได้ผันแปรมาเป็น Bangkok Declaration…”

ท่านเล่าต่อว่า “ตอนนั้นยังไม่มีคำว่า ASEAN ผมตั้งชื่อในร่างว่า SEA ARC – South East Asia Association for Regional Cooperation “

จากนั้นไปมาเลเซีย ไปพบผู้ใหญ่ที่สุด ก็มีนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศตุนกู อับดุล ราห์มัน (Tunku Abdul Rahman) ท่าน Tunku Abdul Rahman มีความสนิทสนามกับเมืองไทยเป็นอย่างดี ท่านเป็นบุตรชายของสุลต่านแห่งรัฐเคดาห์ และเป็นบุตรบุญธรรมของรัชกาลที่ 6 ท่านเรียนจบชั้นมัธยมที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ ภรรยาคนแรกของท่านก็เป็นคนไทยเชื้อสายจีน ท่านพูดภาษาไทยคล่อง ท่านได้ให้การรับรองท่านถนัดฯและผมเป็นอย่างดี

เราก็ยื่นร่างข้อเสนอให้ท่านไปพิจารณา และท่านได้มอบให้ให้นายอิสเมล บิน แอมเบีย (Datuk Ismail bin Ambia) เจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศในขณะนั้นเป็นผู้ดำเนินการต่อ ซึ่งต่อมา Datuk Ismail bin Ambia ก็มาเป็นเลขาธิการอาเซียนฝ่ายมาเลเซีย

ในวันนั้น พอหารือข้อราชการกับท่านรัฐมนตรีฯถนัดเป็นที่เรียบร้อย ท่าน Tunka Abdul Rahman ก็เอ่ยปากชวนผมซึ่งขณะนั้นเพิ่งอายุ 30 ต้น ๆ ไปดูการแข่งขันฟุตบอลภายในของมาเลเซีย ท่านตุนกูอยู่เมืองไทยมานาน พูดภาษาไทยคล่อง แต่ท่านไม่พูดภาษาไทยกับผมเลย ระหว่างที่ชมการแข่งขันฟุตบอลในวันนั้น ท่านพูดคุยกับผมเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด

ต่อมาจากมาเลเซีย เราก็ไปสิงคโปร์ สิงคโปร์นี่ข้ามเขตแดนด้วยรถยนต์จากมาเลเซีย ตรงช่องแคบมะละกา ไปหารือกับท่านลี กวน ยู (Lee Kuan Yew) ในการพบปะครั้งนั้น มีเกร็ดประวัติศาสตร์เล็กน้อยคือท่านลีกวนยูปรารภขึ้นมาว่า ตั้งแต่ได้รับเอกราชมา ท่านกลัวและมีฝันร้าย (nightmare) อยู่เรื่องเดียวบ่อยครั้ง คือฝันร้ายว่าถ้าประเทศไทยขุดคอคอดกระขึ้นมาเมื่อใด สิงคโปร์ก็จะหลุดลอย อันนี้เป็นความกลัวของท่าน เราก็พยายามบอกท่านว่า ไม่มีวี่แววว่าเราจะไปขุดคอคอดกระ แต่ว่า pipeline ขนส่งน้ำมันนี่อาจจะสร้างนะ pipeline ที่ว่านี้ก็คือเอาเรือมาจอดที่ฝั่งอันดามัน เอาน้ำมันเข้ามาในอ่าวไทย ผ่าน pipeline มา แล้วก็มาลงเรือในอ่าวไทย เราก็คงจะทำได้โดยไม่ต้องขุด ขุดนี่มันก็มีอันตราย เราก็เรียนให้ท่านลี กวน ยูทราบว่าเราก็ไม่อยากเสี่ยงเหมือนกัน และในอีกแง่หนึ่ง อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญไทยอีกด้วยเพราะแผ่นดินไทยควรจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แบ่งแยกมิได้ แล้วจะไปขุดทำไม ไปขุดเหมือน Suez Canal หรือก็จะมีปัญหา Panama Canal ก็มีปัญหา ล้วนมีปัญหาการเมืองทั้งสิ้น สิ่งนี้เราได้เห็นมาแล้ว เราก็เรียนท่าน

ก่อนที่เราจะไปที่สิงคโปร์ ท่านลีกวนยูเพิ่งมาเยือนประเทศไทย ผมรับหน้าที่พาท่านไปเล่นกอล์ฟ แต่ฝีมือท่านคนละชั้นกับผม ท่านไม่ต้องใช้หัวไม้เลย ท่านใช้ไม่เหล็ก 5 ตี ตีครั้งหนึ่งก็ 250 หลา ตีไกลมาก ท่านแข็งแรงมาก ตีไกลมาก และแม่นมากด้วย ผมมันคนละระดับ ก็พาท่านไปสนุก ๆ ไปที่บางพระ ท่านก็ชอบ

ที่สิงคโปร์เราก็ประชุมกัน พิจารณาร่างที่ผมเสนอไป จากสิงคโปร์เราก็ต่อไปอินโดนีเซีย เดินทางในลักษณะนี้ นำความเห็นและข้อเสนอแนะของแต่ละท่านไปแจ้งให้คนอื่นได้ทราบ ทุกฝ่ายก็ไม่มีใครคัดค้านอะไร

สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือในปี 2506 มาเลเซียได้รับเอกราช และไม่นานจากนั้น อินโดนีเซียซึ่งมีความระแวงมาเลเซียและอังกฤษเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็ประกาศนโยบายเผชิญหน้า (konfrontasi) กับมาเลเซีย เพื่อแย่งดินแดนรัฐซาบาห์ (Sabah) และซาราวัค (Sarawak) ระหว่างกัน

ในขณะเดียวกันฟิลิปปินส์ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการที่มาเลเซียอ้างกรรมสิทธิ์เหนือรัฐซาบาห์ก็ออกมาประท้วงเช่นเดียวกัน ประเทศไทยและสหประชาชาติจึงเข้าไปมีส่วนร่วมการเจรจายุติความขัดแย้งในครั้งนี้ ในส่วนของเราเท่าที่ผมจำได้ก็มีท่านโอวาท สุทธิวาทนฤพุฒิและท่านประสงค์ บุญเจิมไปช่วยผ่อนปรนไม่ให้เขาปะทะกัน ไม่ต้องการให้เขาทะเลาะกัน

ฉะนั้น จากสิงคโปร์เราก็ไปอินโดนีเซีย เราก็ไปเยี่ยมคารวะประธานาธิบดีซูการ์โน (Soekarno) ซึ่งขณะนั้นท่านเริ่มหมดอำนาจ ลงไปทุกทีแล้ว รัฐบาลใหม่ได้จำกัดบริเวณและให้ท่านไปอยู่ที่เมืองโบกอร์ (Bogor) ในตอนนั้น เป็นเมืองในป่าไกลมาก ครึ่งทางไปเมืองบันดุง (Bandung) ไปอีก ไปอยู่ทางใต้ เราก็ไปเยี่ยม ท่านรัฐมนตรีถนัดฯใกล้ชิดกับท่านประธานาธิบดีซูการ์โนเป็นอย่างดี ท่านเคยมาเยือนไทย

ดังนั้น ตอนเราไปอินโดนีเซีย เราไม่ได้หยุดอยู่เพียงที่จาการ์ตา แต่เราได้ลงไปทางใต้ของประเทศอีกด้วย ที่จาการ์ตา เราได้พบกับนายพลซูฮาร์โต (General Suharto) ซึ่งกำลังจะเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี ท่านให้การรับรองคณะของเราเป็นอย่างดี แต่ยังไม่มีความรู้เรื่องการต่างประเทศมากนัก ในครั้งนั้น เราได้พบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศคนใหม่เป็นครั้งแรก คือนายอาดัม มาลิก (Adam Malik) ท่านเป็นคนเก่งมาก เป็นคนที่มาจากพื้นฐานการเมือง แต่มีส่วนสำคัญในการเจรจาอิสรภาพ และต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำสหภาพโซเวียต

ที่มาเลเซีย เวลาเจ้าที่ปรึกษาหรือกันต่อหน้าคนต่างชาติ เขาจะพูดกันภาษามาเลย์หรือภาษาจีน ถ้าเป็นคนจีน แต่สำหรับอินโดนีเซีย เจ้าหน้าที่ของเขาจะไม่พูดภาษาบาฮาซา (Bahasa) เขากลัวคนกันเองรู้ เขาพูดภาษาดัตช์ เวลาอยู่ในกระทรวงต่างประเทศ บังเอิญผมเคยประจำอยู่ที่ประเทศเนเธอแลนด์อยู่หลายปีและเคยเป็นอาจารย์สอนกฎหมายระหว่างประเทศอยู่ที่นั่น ก็พอจะฟังรู้เรื่อง แต่ทำเป็นฟังไม่รู้เรื่อง…