สุทธิชัย หยุ่น
สื่อมวลชน ผู้บุกเบิกวงการมายาวนานถึง 50 ปี

วิเคราะห์วิกฤต disruption!

459
วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน 2561

เมื่อผมตั้งวงกับ 3 รมต.
และ 3 อธิการบดี
วิเคราะห์วิกฤต disruption!

สัปดาห์นี้ผมมีโอกาสได้ตั้งวงเสวนากับรัฐมนตรีสามท่าน…และอธิการบดีจาก 3 มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ…แลกเปลี่ยนความคิดความเห็นเรื่องชาติบ้านเมือง สรุปได้ว่าหากเราไม่ปรับ mindset หรือ “กระบวนคิด” ของผู้บริหารประเทศและสถาบันการศึกษาระดับสูง ประเทศไทยอาจจะฟันฝ่า “ความป่วน” อันเกิดจาก disruption ทางเทคโนโลยีได้ยากยิ่ง

วงแรก คือ รัฐมนตรีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์, รัฐมนตรีสาธารณสุขนายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทรและรัฐมนตรีช่วยศึกษานายแพทย์อุดม คชินทร

วงที่สองที่เชียงใหม่คืออธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่นายแพทย์นิเวศน์ นันทจิต, อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น ดร. กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัยและอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ดร. นิวัติ แก้วประดับ

วงแรกคุยกันในหัวข้อการปฏิรูประบบการสร้างบุคลากรทางสุขภาพ วงหลังเป็นการ “แลกเปลี่ยนเรียนรู้” ของบุคลากรทั้งสามมหาวิทยาลัยประจำปี

ประเด็นปัญหาคือเรื่อง “คน” และ “กระบวนคิด” เพื่อจะปรับตัวรับกับความเปลี่ยนแปลงที่หนักหน่วงรุนแรง

คนในวงการสุขภาพและการศึกษา “ตระหนัก” ว่าจะต้องปรับต้องเปลี่ยนเพื่อให้ทันกับสังคมที่กำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง

แต่ยังไม่”ตระหนก” หรือตกใจพอที่จะลุกขึ้นเปลี่ยน…ไม่ใช่เพียงแค่ยกเครื่องหรือปฏิรูประบบ แต่ต้องเริ่มจากการปรับการเปลี่ยนวิธีคิด, วิธีการทำงานและวิธีการร่วมผลักดันความเปลี่ยนแปลงนั้น ๆ กับผู้ร่วมงานและ “ผู้มีส่วนได้เสีย” หรือ stakeholders ทั้งหลายทั้งปวง

ผมถามท่านรัฐมนตรีสาธารณสุขว่า ในแวดวงสาธารสุขและการแพทย์มีคนต่อต้านความพยายามที่จะเปลี่ยนจากวิธีการทำงานแบบเดิม ๆ เพื่อแก้ปัญหาที่สั่งสมมายาวนานหรือไม่ ได้คำตอบตรง ๆ ง่าย ๆ แต่น่าเจ็บปวดว่า

ไม่มีคนคัดค้านครับ แต่ก็ไม่มีใครทำเหมือนกันครับ“!

นั่นย่อมแปลว่าคนส่วนใหญ่ที่ความรับผิดชอบต่อการผลักดันให้แวดวงของตัวเองปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับความต้องการใหม่ ๆ นั้นแม้จะไม่ต้านสิ่งใหม่ แต่ก็ไม่มีความรู้สึกร้อนหนาวพอที่จะเห็นว่าจะต้องลงมือทำด้วยตนเองจึงจะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างชาติได้

วัฒนธรรมไทยคือการนิ่งเฉย ไม่แสดงความเห็น ไม่คิดอะไรเอง และเมื่อมีผู้นำมาบอกกล่าวถึงความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนต้องแก้ไข ก็ยังอยู่เฉย ๆ ไม่ต้องการทำอะไรที่ตัวเองไม่คุ้นชิน ไม่ยอมออกจาก comfort zone ของตัวเอง

บางคนบอกว่า “ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา” แต่ผมเพิ่มให้ว่า “เห็นโลงศพก็ไม่ทัน เพราะต้องเผาแล้ว

ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และกรรมการของ China Medical Board, Dr Lincoln Chen, มากล่าวปาฐกถาในงานนี้ แสดงความชื่นชมในผลงานด้านสาธารณสุขของไทย แต่เมื่อวิเคราะห์ถึงปัญหาในการผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในวงการแพทย์ระดับสากล หนึ่งในอุปสรรคคือ Tribalism หรือที่ผมเรียกว่า “สัญชาติญาณแห่งการแยกตามเผ่าพันธุ์”

พอเอ่ยถึงคำว่า Tribalism รัฐมนตรีทั้งสามและอธิการบดีทั้งสามต่างก็ร้องเกือบจะพร้อมกัน ต่างกรรมต่างวาระว่า “นั่นแหละปัญหาของไทยเราเลย

ที่ว่าเป็นปัญหาของไทยเราเลยก็คือการแยกหมู่แยกเหล่า ต่างคนต่างทำ พวกใครพวกมัน ไม่ยอมประสานกับ “เผ่า” อื่น ๆ เพื่อประโยชน์ส่วนรวม เพราะยังยึดถือเอาความเป็นพรรคเป็นพวก มองใกล้ไม่มองไกล กลัวว่าหากจับมือกับ “เผ่า” อื่นแล้ว ตนจะหมดอำนาจต่อรองหรือเสียพื้นที่ของตัวเองโดยไม่ตระหนักว่าพลังที่จะขับเคลื่อนประเทศชาตินั้นจะต้องมาจากการรวมตัวของบุคลากรทุกกลุ่มก้อน ไม่แยกเขาแยกเรา มีเป้าหมายระดับองค์กรและชาติตรงกัน

เหมือนที่เพื่อนคนจีนที่เคยอยู่เมืองไทยมายาวนานบอกผมว่า “คนไทยรักพวกพ้องมาก แต่ไม่รักชาติครับ

สิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ขณะนี้ สำหรับทุกวงการ ไม่มีข้อยกเว้นเป็นวิกฤตที่หนักหนาสากรรจ์ที่สุดในประวัติศาสตร์ การจะฝ่าข้ามพายุร้ายแห่ง technological disruption ครั้งนี้ต้องอาศัยความกล้า, ความเด็ดขาด, และความเสียสละของทุกคนทุกกลุ่มก้อน

ผมหวังว่าการตั้งวงเสวนาในเวทีต่าง ๆ และการลงมือทำงานอย่างจริงจัง ไม่เพียงแต่ “คิดนอกกรอบ” หากแต่ต้อง “คิดแบบไร้กรอบ” รวมถึงการแบ่งปันและพร้อมจะฟังความเห็นที่แตกต่างจะนำไปสู่การปรับเปลี่ย mindset ของคนทั้งประเทศได้อย่างแท้จริง

ผมถามท่านรัฐมนตรีช่วยศึกษาว่าท่านคิดว่านักการเมืองที่กำลังอาสามารับใช้ประเทศในการเลือกตั้งครั้งใหม่นี้มีความเข้าใจวิกฤตและพร้อมจะเป็นหัวหอกในการสร้างความเปลี่ยนแปลงหรือไม่

ท่านตอบอย่างไม่ลังเลว่า “ผมคิดว่าไม่
อย่างนี้เรายังไม่ “ตระหนก” กันทั้งประเทศหรือครับ?