สุทธิชัย หยุ่น
สื่อมวลชน ผู้บุกเบิกวงการมายาวนานถึง 50 ปี

ว่าด้วยหว่อง-ธนาธร กับทรัมป์-สี จิ้นผิง

142

คอลัมน์ “กาแฟดำ”
วันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม 2562

ว่าด้วยหว่อง-ธนาธร
กับทรัมป์-สี จิ้นผิง

 

ผมเห็นรูปโจชัว หว่องแกนนำประท้วงจีนที่ฮ่องกงลงรูปคู่กับคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่, ในโอกาสที่ได้พบกันระหว่างร่วมงานประชุม Open Future Forum ที่ฮ่องกงเมื่อสัปดาห์ก่อนแล้วก็ทำให้คิดถึงโดนัลด์ ทรัมป์และสีจิ้นผิงขึ้นมาทันใด
ที่คิดถึงผู้นำจีนและมะกันขึ้นมาเพราะอยากรู้ว่า “หว่องกับธนาธร” คุยกันเรื่องจีนกับอเมริกา, เรื่องเสรีประชาธิปไตย, คอมมิวนิสต์และอนาคตของการเมืองในภูมิภาคนี้อย่างไร

หว่องเชื่อว่าทรัมป์จะยืนเคียงข้างการเรียกร้องประชาธิปไตยของผู้ประท้วงฮ่องกงจริงหรือ?

ธนาธรและพรรคอนาคตใหม่ (รวมถึงพรรคการเมืองไทยอื่น ๆ ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน) มีจุดยืนเรื่องฮ่องกงกับจีนแผ่นดินใหญ่อย่างไร?

ทั้งสองคำถามในใจผมยังไม่มีคำตอบจากฮ่องกงและกรุงเทพฯ แต่ผมเชื่อว่าเป็นประเด็นที่สำคัญมากในการที่นักการเมืองรุ่นใหม่ของเอเซียจะต้องขบคิดถึงประเด็นเรื่อง

ดุลแห่งอำนาจของโลก
บทบาทของมหาอำนาจจีนและอเมริกา, ยุโรป, ญี่ปุ่น, อินเดียเป็นต้น

ผมรู้ว่าคนสนใจการเมืองในไทยเห็นรูปหว่องกับธนาธรที่หว่องเอาทวิตเตอร์ก็คงจะมองหาด้านบวกและลบของ “เพื่อนร่วมอุดมการณ์” ของทั้งสอง

คนชอบก็จะยินดีว่าเป็นการร่วมพลังข้ามประเทศเพื่อการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและต่อต้านระบอบการเมืองรวบอำนาจหรือรวมศูนย์
คนไม่ชอบก็จะเห็นว่านี่เป็นการจับมือของนักการเมืองและนักเคลื่อนไหวรุ่นใหม่ของไทยกับฮ่องกงที่ต้องการจะสร้างความสั่นคลอนให้กับระบบเดิม

แต่ผมสนใจว่าทั้งสองคนคุยกันในภาพกว้างว่าด้วยจุดยืนของคนรุ่นใหม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ “สมการแห่งดุลอำนาจใหม่ของโลก” เพียงใด

เพราะคำถามนี้สำคัญมากสำหรับการที่คนรุ่นใหม่จะกำหนดยุทธศาสตร์และเป้าหมายของการรณรงค์เพื่อ “อนาคตที่ดีกว่าวันนี้” สำหรับสังคมของตัวเอง

ตามข่าวที่ปรากฏนั้นหว่องได้โพสต์รูปถ่ายคู่กับธนาธรบนเฟซบุ๊ก โดยเจ้าตัวหวังจะว่าจะได้เดินทางไปเยือนประเทศไทยอีก

หว่องเขียนว่าธนาธรเป็นหัวหน้าพรรค ‘อนาคตใหม่’ ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปีก่อนที่ผลักดันเรื่องความเท่าเทียมทางเพศและการกระจายรายได้อย่างยุติธรรม

หว่องบอกว่าพรรคอนาคตใหม่ยังสนับสนุนการนำทหารออกจากการเมืองของไทย แล้วนำ “ปัญญาชน” เข้ามาเป็นรัฐบาล

หว่องระบุอีกว่า ด้วยความพยายามทำลายขนบเก่าๆ ทางการเมือง ทำให้ในการเลือกตั้งครั้งแรก พรรคอนาคตใหม่ก็ได้เป็นพรรคอันดับ 3 ได้เก้าอี้ในรัฐสภาไปมากกว่า 80 ที่นั่ง

หว่องบอกว่าในเวลาเดียวกันธนาธรก็ถูกรัฐบาลไทยฟ้องร้องด้วยข้อหาปลุกระดมมวลชนให้ต่อต้านรัฐบาล ซึ่งทำให้อาจต้องโทษจำคุก 9 ปี

หว่องบอกว่านี่เป็นการสะท้อนให้เห็นอิทธิพลของขั้วอำนาจที่ 3 ที่กำลังเกิดขึ้นในสนามการเมืองไทย

หว่องเขียนต่อว่า “ตอนที่ผมได้คุยกับธนาธรนั้น ผมพูดถึงเรื่องที่เคยถูกรัฐบาลไทยกักตัวที่สนามบินในกรุงเทพมหานครนาน 12 ชั่วโมงเมื่อ 4 ปีก่อน ต่อมาผมก็ได้รับแจ้งว่า ผมถูกขึ้นบัญชีดำ ก่อนจะถูกเนรเทศกลับฮ่องกง ซึ่งผมไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้มีโอกาสไปประเทศไทยอีก ขณะที่ยังไม่แน่ชัดว่าในอนาคตเขา (ธนาธร) จะถูกห้ามเข้าฮ่องกงด้วยหรือไม่”

หว่องเสริมว่า “แต่ผมหวังว่าในขณะที่อำนาจอนุรักษ์นิยมหรือลัทธิอำนาจนิยม กำลังแผ่ขยายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พวกเราจะสามารถแลกเปลี่ยน และผลักดันคุณค่าของกระบวนการประชาธิปไตยในเอเชียตะวันออกต่อไป“ หว่องเขียนทิ้งท้าย

พรุ่งนี้ผมคุยต่อว่าทำไมนักการเมืองและนักเคลื่อนไหวรุ่นใหม่อย่างหว่องและธนาธรควรจะต้องคิดเรื่อง “สมการการเมืองระหว่างประเทศใหม่” ที่กำลังถูก “ป่วน” หรือ disrupt อย่างแรงในทุก ๆ ด้านด้วย

พูดง่าย ๆ คือทั้งสองคนคิดอย่างไรกับทรัมป์และสีจิ้นผิง…ที่เกี่ยวกับไทยและฮ่องกงโดยเฉพาะ?