สุทธิชัย หยุ่น
สื่อมวลชน ผู้บุกเบิกวงการมายาวนานถึง 50 ปี

หมดยุค ‘รองนายกฯเศรษฐกิจ’?

324

คอลัมน์ “กาแฟดำ”

วันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน 2562

หมดยุค ‘รองนายกฯเศรษฐกิจ’?

ในภาวะที่เศรษฐกิจทั้งในประเทศและระหว่างประเทศกำลังเผชิญกับความผันผวนเพราะสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน คำถามใหญ่สำหรับรัฐบาลผสมใหม่คือ

ใครจะกำกับดูแลนโยบายเศรษฐกิจในภาพรวมเพื่อตั้งรับกับความแปรปรวนที่ท้าทายความสามารถของรัฐบาลที่จะตอบสนองความคาดหวังของประชาชนขณะนี้

คำตอบที่ดูเหมือนจะชัดขณะนี้ก็คือเมื่อมีการแบ่งเก้าอี้ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลอย่างที่เป็นข่าวอยู่ขณะนี้ รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา จะไม่มี “รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ” ซึ่งเป็นบทบาทที่ ดร. สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ดำรงมาจนถึงวันนี้

ถึงวันนี้อนาคตทางการเมืองของ “เฮียกวง” ยังมีความไม่แน่นอนสูง

ที่แน่ ๆ คือแม้จะกลับมาในรัฐบาลชุดใหม่ “เฮียกวง” ก็คงจะไม่มีอำนาจบารมีดูลกระทรวงเศรษฐกิจทั้งหลายอย่างที่เคยเป็นมา

เหตุเพราะพรรคระดับกลางสองพรรคคือประชาธิปัตย์และภูมิใจไทยได้ยืนยันที่จะเข้าไปบริหารกระทรวงเศรษฐกิจหลักแทนที่จะให้อยู่ใต้รองนายกฯคนใดคนหนึ่งอย่างที่เป็นมาตลอด 5 ปี

ในด้านเศรษฐกิจประชาธิปัตย์ต้องการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงพาณิชย์เป็นหลัก

ภูมิใจไทยเรียกร้องกระทรวงคมนาคมและสาธารณสุขกับกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา

คงเหลือกระทรวงการคลัง, พลังงานและอุตสาหกรรมที่จะอยู่ในโควต้าของพรรคพลังประชารัฐซึ่งต้องแบ่งสรรปันส่วนระหว่างกลุ่ม “สามมิตร” และก๊วนของเฮียกวง ซึ่งรวมถึง “สี่กุมารทอง” ด้วย

ข่าวบอกว่าพรรคพลังประชารัฐพยายามจะขอคืนเก้าอี้กระทรวงเกษตร, พาณิชย์และคมนาคม แต่ดูเหมือนประชาธิปัตย์และภูมิใจไทยจะผนึกกำลังกันต้านความพยายามจะขอ “แลกเก้าอี้” กันรอบใหม่ให้ได้

พลังประชารัฐดูเหมือนจะเสนอให้ประชาธิปัตย์คืนเก้าอี้กระทรวงเกษตรและพาณิชย์ โดยแลกกับกระทรวงศึกษาฯและต่างประเทศ 

ภูมิใจไทยได้รับข้อเสนอให้คืนเก้าอี้คมนาคมให้พลังประชารัฐโดยได้รับข้อเสนอให้รับกระทรวงพลังงานแทน

แต่เป็นที่ชัดเจนว่าทั้ง ปชป. และภูมิใจไทยไม่ยอมให้มีการปรับเปลี่ยนไปจากข้อตกลงเดิม 

ทุกพรรคต่างก็อ้างว่าได้รับปากกับประชาชนระหว่างหาเสียงไว้ว่าจะทำนโยบายที่ยกระดับรายได้และสร้างโอกาสในการทำมาหากิน จึงต้องได้บริหารกระทรวงด้าน “ปากท้อง” ที่สำคัญ

เป็นที่มาของการยื้อแย่งสิ่งที่เรียกว่า “กระทรวงเกรดเอ” ซึ่งเป็นที่เข้าใจของคนทั่วไปว่าหมายถึงกระทรวงที่มีงบประมาณมาก ๆ ในการทำโครงการใหญ่ ๆ อันหมายถึงผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อพรรคนั้น ๆ ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ดังนั้น ระบบการบริหารนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่จะกลายเป็นการแบ่งเป็นกลุ่มก้อนหรือ clusters ที่มีรองนายกฯของแต่ละพรรคเป็นคนกำกับดูแล รายงานตรงกับนายกรัฐมนตรี

หากแม้ “เฮียกวง” จะกลับมาเป็นรองนายกฯอีกรอบก็คงจะดูแลได้เฉพาะกระทรวงคลังและอุตสาหกรรมเป็นหลัก เพราะคุณจุรินทร์ ลักษะวิศิษฐ์และอนุทิน ชาญวีรกุลก็จะเป็นรองนายกฯดูแลกระทรวงเศรษฐกิจในสายงานของตน ไม่ผ่าน “เฮียกวง” เหมือนรัฐบาลที่ผ่านมาอีกต่อไป

หากเป็นเช่นนี้ การ “บูรณาการ” นโยบายเศรษฐกิจจะเป็นปัญหาเพราะต่างพรรคย่อมมี “ลำดับความสำคัญ” ของนโยบายใน “ดินแดน” ของตัวเองที่อาจจะไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับของอีกพรรคหนึ่งแม้ว่าจะเป็นประเด็นเศรษฐกิจเหมือนกันก็ตาม

แต่เมื่อปัญหาเศรษฐกิจระดับโลกและระดับชาติกำลังจะเพิ่มความผันผวนและแปรปรวนมากขึ้น คำถามสำคัญก็คือว่ารัฐบาลใหม่ที่มีเสียงปริ่มน้ำในสภาฯ และความเป็นเอกภาพของรัฐมนตรีจากพรรคต่าง ๆ ยังเป็นข้อน่าสงสัย รัฐบาลใหม่จะรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังถาโถมเข้ามาหลาย ๆ ด้านพร้อม ๆ กันได้อย่างไร?

เพราะปัญหาที่เกิดจากสงครามการค้าระดับโลก ประกอบกับการหด” ตัวของเศรษฐกิจโลก และการสลับปรับเปลี่ยนแห่ง “ดุลยภาพแห่งมหาอำนาจ” อย่างรุนแรงหนักหน่วงเกินกว่าที่กระทรวงหนึ่งกระทรวงใดจะแบกรับไว้ได้อย่างแน่นอน

ไม่พักต้องพูดถึงผลพวงจาก “ความป่วน” ที่เกิดจากเทคโนโลยีหรือที่เรียกว่า technological disruption ที่ประเทศไทยต้องตั้งรับและปรับตัวอย่างรุนแรงจึงจะอยู่รอดได้

น่าสงสัยว่ารัฐมนตรีกี่ท่านจะเข้าใจและมีประสบการณ์เพียงพอที่จะทำงานที่มีความสำคัญและเร่งด่วนเช่นนี้ได้อย่างจริงจัง

คำถามต่อมาก็คือหากเป็นเช่นนี้ นายกฯประยุทธ์จะทำหน้าที่เป็นผู้กำกับนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลผ่านรองนายกฯจากพรรคต่าง ๆ ได้หรือไม่?

คำตอบวันนี้คือ: น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง!