สุทธิชัย หยุ่น
สื่อมวลชน ผู้บุกเบิกวงการมายาวนานถึง 50 ปี

เมื่อเจฟ เบซอสประกาศ อเมซอนใหญ่แค่ไหนก็เจ๊งได้!

270
คอลัมน์ “กาแฟดำ” วันอาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน

เมื่อเจฟ เบซอสประกาศ อเมซอนใหญ่แค่ไหนก็เจ๊งได้!

          เจฟ เบซอส (Jeff Bezos) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Amazon เป็นอภิมหาเศรษฐีอันดับต้น ๆ ของโลก

          วันก่อน มีเทปเสียงปรากฏออกมา อ้างว่าแกประชุมใหญ่พนักงานที่ซีแอตเติล หนึ่งในประโยคเด็ดก็คือว่า

          “อเมซอนไม่ใหญ่เกินกว่าที่จะล้มได้…ผมทำนายไว้เลยว่าวันหนึ่งข้างหน้าอเมซอนจะล้มเหลว อเมซอนจะเจ๊ง ถ้าคุณดูช่วงชีวิตของบริษัทยักษ์ ๆ ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 30 ปีเศษ ๆ ไม่ใช่ร้อยปี…”

          คำประกาศนี้ของเขาสร้างความประหลาดใจพอสมควรเพราะ อเมซอนทำท่าเหมือนกำลังขี่คลื่นแห่งความสำเร็จอยู่อย่างคึกคัก

          อเมซอนเพิ่งประกาศตั้งสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ที่เรียกว่า HQ2 ที่นิวยอร์กและวอชิงตันดีซี เหมือนเป็นการขยายงานอย่างใหญ่โต

          ทำไม เจฟ เบซอส จึงใช้จังหวะนี้เตือนพนักงานทั้งบริษัทว่าอย่าได้ประมาทเป็นอันขาด อย่านึกว่าความสำเร็จจะอยู่ยั่งยืน หากเราไม่ระวังความล้มเหลวอาจจะกำลังคอยดักอยู่ที่เลี้ยวหน้าก็ได้
เหมือนสุภาษิตจีนที่ว่าหน้าร้อนให้คิดถึงวันฝนตก หน้าฝนให้คิดถึงหน้าแล้ง

          นักวิเคราะห์มองว่า เบซอส ต้องการให้ลูกทีมมองตัวอย่างของห้างดังอย่าง Sears ที่เพิ่งเจ๊งต่อหน้าต่อตาแม้จะมีอายุยาวนานมาถึง 129 ปี

          เขาประกาศว่า “หากเรามุ่งเน้นตัวเราเอง แทนที่จะพุ่งความสนใจไปที่ลูกค้าของเรา นั่นจะเป็นจุดเริ่มต้นของความสิ้นสลาย…เราจะต้องพยายามเลื่อนวันเวลาแห่งความล่มสลายให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้”

          เป็นประโยคเด็ดที่ซีอีโอน้อยคนจะกล้าพูดในขณะที่ต้องการจะปลุกกระแสของความฮึกเหิมในความรู้สึกของพนักงาน
แต่คนที่ประสบความสำเร็จมาก ๆ ในยุคดิจิตัลย่อมตระหนักถึงความไม่แน่นอนของความสำเร็จ

          แจ๊ค หม่าแห่งอาลีบาบาเคยบอกผมว่าเขาเชื่อว่าวันหนึ่งจะมีคนเก่งกว่าเขามาทดแทนเขา

          ผมถามเขาว่ากลัวไหมที่จะมีแจ็ค หม่าน้อยที่ทำอะไรเหมือนเขาเป๊ะเลย สามารถจะคิดค้นรูปแบบธุรกิจที่อาจจะ disrupt อาลีบาบาอย่างที่เขาอาจจะคาดไม่ถึงก็ได้

          แจ็ค หม่า ตอบทันทีว่า “ถูกต้อง ผมเชื่อว่าวันหนึ่งจะมีคนรุ่นใหม่ที่คิดอะไรที่เป็นนวัตกรรมเก่งกว่าผม และสามารถที่จะทำให้อาลีบาบาเจ็งได้แน่นอน”

          สัจธรรมยุคนี้คืออะไรที่เคยถือว่าเป็นสูตรความสำเร็จในอดีตมิอาจถือเป็นสูตรความสำเร็จในอนาคตได้อีกต่อไป เพราะทุกอย่างเปลี่ยนหมดแล้ว ไม่มีสูตรตายตัวที่ใครจะลอกเลียนไปแล้วจะสามารถนำมาใช้เพื่อหวังผลเหมือนเดิมได้อีกต่อไป

          องค์กรยุคดิจิตัลจึงต้องให้ความสำคัญ “ความล้มเหลว” ไม่น้อยไปกว่า “ความสำเร็จ”

          อิริก ชมิดต์ ผู้บริหารแห่ง Google เคยพูดไว้ว่า
“ที่ Google เรามีนโยบายที่จะทดลองและฉลองความล้มเหลว”
กูเกิลยอมรับว่าสินค้าหลายตัวที่เปิดมาแล้วล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า ไม่ว่าจะเป็น Google Wave หรือ Goggle+ หรือ Google Buzz

           ผู้บริหารที่นี่บอกพนักงานเสมอว่าคุณล้มเหลวได้เสมอแต่คุณจงเรียนรู้จากมันเพื่อที่จะทำครั้งต่อให้ดีกว่าเดิม หรือที่เรียกว่า Fail fast, fail better ผมเพิ่มให้ Fail forward แปลว่าล้มเหลวได้ แต่ต้องล้มเหลวเร็ว ล้มเหลวครั้งนี้ต้องดีกว่าครั้งที่แล้ว และหากจะล้มเหลวให้ล้มเหลวไปข้างหน้า อย่าถอยหลัง

          ความหมายก็คืออย่ากลัวความล้มเหลว คงยอมรับว่าทุกอย่างกว่าจะสำเร็จต้องล้มเหลวก่อน และความล้มเหลวทุกครั้งจะต้องสอนอะไรบางอย่างที่เป็นประโยชน์อันจะนำไปสู่ความสำเร็จในวันข้างหน้า

          บริษัทเทคโนโลยีหรือสตาร์ทอัฟรุ่นใหม่ ๆ ที่มีกระบวนความคิดหรือ mindset ใหม่ ๆ จะสนับสนุนและยอมให้พนักงานมีอิสระที่จะคิดค้นและกล้าที่จะ “ล้มเหลว”

          นั่นย่อมหมายถึงความกล้าที่จะเสี่ยงจากการคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ

          เพราะหากไม่เสี่ยงก็จะไม่มีวันบรรลุถึงเป้าหมายของนวัตกรรม มีคนในวงการธุรกิจดิจิตัลบอกผมว่าเด็กเรียนดีและเรียนเก่งมีจุดอ่อนที่สำคัญมากคือ “กลัวทำอะไรผิด” และนั่นย่อมจะนำไปสู่ความกลัวที่จะทดลองอะไรใหม่ ๆ

          นักบริหารส่วนใหญ่ทำใจลำบากที่จะยอมให้เกิดความล้มเหลว เพราะคำว่าความล้มเหลวเป็นเสมือนเป็นตราบาป เป็นเรื่องของการเสียศักดิ์ศรีและความรู้สึก จึงทำให้พนักงานส่วนใหญ่มีความหวาดผวา “ความล้มเหลว” เช่นกัน

          แต่ถ้าฟังเจฟ เบซอส เตือนพนักงานว่าอย่าได้ประมาทแม้แต่วันเดียวเพราะไม่ว่าวันนี้จะสำเร็จมากเพียงใด วันหนึ่งข้างหน้าก็อาจจะเจ๊งได้

          แปลว่าอย่ากลัวความล้มเหลว จงกลัวความสำเร็จ เพราะความสำเร็จทำให้ไม่กล้าทดลองอะไรใหม่ ๆ และนั่นอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของความล้มเหลวถาวรได้!