สุทธิชัย หยุ่น
สื่อมวลชน ผู้บุกเบิกวงการมายาวนานถึง 50 ปี

โรงเรียนเล็ก ๆ ในชนบท กับอนาคตของเด็กไทยไกลปืนเที่ยง

4,912

กาแฟดำ
วันอังคารที่ 2 ตุลาคม

โรงเรียนเล็ก ๆ ในชนบท
กับอนาคตของเด็กไทยไกลปืนเที่ยง

ผมไปพูดคุยกับโรงเรียนชนบทเล็ก ๆ สองแห่งในจังหวัดขอนแก่นมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือไม่ว่าเราจะตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษากี่ชุดและมีข้อเสนอยกเครื่องระบบของประเทศกี่ครั้ง ปัญหาพื้นฐานของโรงเรียนในต่างจังหวัดที่ห่างไกลปืนเที่ยงก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นเรื่องเป็นราวอยู่ดี
เพราะเรามองจากข้างบน ไม่ได้ “ระเบิดจากข้างล่าง” ไม่ได้แก้ที่ต้นตอของปัญหา
กระทรวงศึกษาธิการมองว่าหากเป็นโรงเรียนเล็ก นักเรียนน้อยกว่า 120 คน หาครูมาสอนไม่ได้ก็ให้ยุบหรือควบรวมกับโรงเรียนใกล้เคียงเสีย
เป็นการแก้ปัญหาแบบมองจากข้างบนมุมเดียว
ผมคุยกับผู้อำนวยการโรงเรียน, ครูและนักเรียนทั้งสองแห่ง ความเห็นพ้องต้องกันคือจะพยายามรักษาความเป็น “โรงเรียนชุมชน” ไว้ ไม่อยากให้ยุบหรือควบรวม หรือหากจะมีแก้ปัญหาขาดแคลนครูก็ให้มีการโยกนักเรียนชั้นเดียวกันสลับกันไปมา แทนที่จะบังคับให้โรงเรียนเล็กแห่งหนึ่งต้องปิดตัวเพื่อให้นักเรียนต้องเดินทางไกลกว่าเดิมหลายกิโลเมตรโดยไม่มีอะไรรับรองว่าคุณภาพและมาตรฐานของการเรียนการสอนจะดีขึ้นกว่าเดิม

“สำหรับชุมชนแล้ว โรงเรียนเป็นมากกว่าที่เรียนหนังสือสำหรับเด็ก แต่โรงเรียนเป็นศูนย์กิจกรรมของชาวบ้าน เป็นศูนย์กลางของการพบปะสังสรรค์ปรึกษาหารือกันสำหรับผู้ปกครองและคนในชุมชมเดียวกัน” ครูคนหนึ่งบอกผม

หนึ่งในสองโรงเรียนที่ผมไปเยี่ยมกำลังจะเหลือผู้อำนวยการคนเดียว เพราะครูคนหนึ่งป่วยหนักต้องลาออก อีกสองคนเกษียณ ดังนั้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไปก็จะเหลือผู้อำนวยการคนเดียวที่ต้องทำหน้าที่บริหารด้วย สอนทุกชั้นเรียนของนักเรียนทั้งหมด 51 คน
“ตอนนี้มีคนจบปริญญาตรีมาคนหนึ่ง ระหว่างรองานใหม่ก็จะมาสอนในฐานะอาสาสมัคร พอได้งานเขาก็คงจะออก จากนั้นเราก็ต้องรอให้ทางการส่งครูมา” ผู้อำนวยการบอกผม

เมื่อไม่มีครูพละ แต่นักเรียน (ตั้งแต่ 5 ขวบถึง 12 ขวบ) ได้รับแรงบันดาลใจจาก “หมูป่าอะคาดามี” อยากจะเป็นนักฟุตบอล ศูนย์ข่าวของไทยพีบีเอสขอนแก่นมาทำงานชุมชนสัมพันธ์มาพบเข้าก็อาสามาเป็นโค้ชฟุตบอลให้
โรงเรียนอีกแห่งในจังหวัดเดียวกันมีนักเรียน 42 คน มีครู 3 คนและกำลังจะเกษียณ 2 คน แต่เพราะผู้อำนวยการมีความกระตือรือร้นเรื่องไอที เรียนรู้วิธีการทำหุ่นยนต์ง่าย ๆ ด้วยตนเอง จึงดิ้นรนหาวิธีสอนเด็กให้ทำหุ่นยนต์เอง
นักเรียนชั้นประถมของโรงเรียนนี้ทั้งหญิงและชายในวัย 7-12 ขวบเรียนรู้วิธีทำหุ่นยนต์จนชนะการแข่งขันในระดับจังหวัดและประเทศ
จนล่าสุดสามารถไปคว้ารางวัลจากการแข่งขันนานาชาติที่ฮ่องกงมาได้อย่างน่าชื่นชมยิ่ง
ความสามารถพิเศษนี้มิได้มาจากหลักสูตรของกระทรวงศึกษา มิได้มาจากหน่วยราชการท้องถิ่นใด ๆ หากแต่เกิดขึ้นเพราะความพยายามของผู้อำนวยการเองที่ใส่ใจพร่ำสอนเด็กนักเรียนให้รู้จักเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ง่าย ๆ
ไม่น่าเชื่อครับว่าเด็กชั้นประถมของโรงเรียนเล็ก ๆ ในชนบทแห่งนี้ที่กำลังถูกสั่งให้พิจารณายุบหรือควบรวมตามนโยบายส่วนกลางจะสามารถเขียน coding เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์สั่งงานหุ่นยนต์ได้ในขณะที่นักเรียนในโรงเรียนส่วนกลางมากมายยังคิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรให้นักเรียนสนใจเรื่องเทคโนโลยีให้มากขึ้น
ผมคุยกับผู้อำนวยการโรงเรียนไกลปืนเที่ยงแห่งนี้ถึงเรื่อง STEM (science, technology, engineering, mathemathics) ได้อย่างสนุกสนาน และยังเสนอให้เพิ่มตัว E หรือ English เข้าให้เป็น STEEM เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้นักเรียน
ผู้อำนวยการโรงเรียนคนนี้บอกว่าต้องหางบซื้อ laptop มือสองสองเครื่องเพื่อให้เด็กเรียน coding ด้วยการ “ทอดผ้าป่า” เรื่องขอเรี่ยไรเงินจากผู้ปกครองและชุมชนท้องถิ่น
กระทรวงศึกษาธิการยังพูดถึงเรื่องการยุบและควบรวมโรงเรียนที่มีนักเรียนน้อย แต่ก็ยังไม่มีมาตรการรองรับเพียงพอ อีกทั้งยังเป็นนโยบาย “เสื้อโหล” คือใช้มาตรการเดียวกันกับทุกโรงเรียนทุกแห่งโดยไม่ศึกษาสภาพที่แตกต่างกัน
ผมจำได้ว่า นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเคยบอกนักข่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ตนได้รับฟังผลการศึกษาสภาพจริงของโรงเรียนขนาดเล็ก ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า ขณะนี้โรงเรียนขนาดเล็กของ สพฐ.มีอยู่ประมาณ 15,000 แห่ง
แต่แห่งมีปัญหาที่คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน และการแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กที่ผ่านมาก็มีหลากหลายวิธีทั้งการควบรวม การยุบโรงเรียน
แต่รัฐมนตรีก็ยอมรับว่าอุปสรรคที่เกิดขึ้นทำให้การแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เพราะคนคิดวิธีแก้กับคนแก้ปัญหาและคนเจอปัญหามันคนละคนกัน ดังนั้นตนจะมอบเป็นนโยบายว่าต่อจากนี้ไปการแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก จะต้องมาจากระดับล่าง คือ เขตพื้นที่ในการวิเคราะห์สภาพปัญหาของโรงเรียน

***ประเด็นนี้น่าสนใจมาก เพราะหากเราไม่สามารถแก้ปัญหาเด็กเล็ก ๆ ในโรงเรียนเล็ก ๆ ในชนบท ก็อย่าได้หวังว่าเราจะปฏิรูปการศึกษาในระดับชาติได้เลย