สุทธิชัย หยุ่น
สื่อมวลชน ผู้บุกเบิกวงการมายาวนานถึง 50 ปี

ไม่แน่! กรุงเทพฯอาจเป็นจุดนัดพบ ของ รมต. ต่างประเทศมะกัน-โสมแดง

127

คอลัมน์ “กาแฟดำ”
วันเสาร์ที่ 6 กรกฎาคม 2562

ไม่แน่! กรุงเทพฯอาจเป็นจุดนัดพบ
ของ รมต. ต่างประเทศมะกัน-โสมแดง

               

ถ้าเป็นไปตามข่าวที่ผมได้รับล่าสุด การเจรจารอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯกับเกาหลีเหนืออาจเกิดขึ้นในกรุงเทพฯในช่วงต้นเดือนหน้านี้

ถือเป็นจังหวะเหมาะเจาะที่ไทยเป็นประธานอาเซียน และเป็นเจ้าภาพการจัดการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศของอาเซียนในช่วงปลายเดือนนี้ หลังจากการประชุมสุดยอดระดับผู้นำที่เพิ่งผ่านพ้นไป…

และก่อนการประชุมสุดยอดใหญ่ประจำปีในเดือนพฤศจิกายนนี้
ข่าวที่ว่านี้มาจากหลายกระแสที่บอกตรงกันว่าในการพบปะระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์กับคิมจองอึนเมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมาตรงเส้น “เขตปลอดทหาร” หรือ Demilitarized Zone (DMZ) ระหว่างชายแดนระหว่างเกาหลีใต้กับเกาหลีเหนือนั้น ทั้งสองตกลงกันว่าจะกลับสู่โต๊ะการเจรจาอีกครั้งหนึ่ง

ทรัมป์บอกคิมระหว่างการพูดคุยกันประมาณ 50 นาทีตรงนั้นว่าเขาเสียใจที่ไม่อาจจะหาข้อตกลงกันได้ในการประชุมสุดยอดของสองคนที่ฮานอยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

คิมตอบว่าก็คงจะต้องพยายามหาข้อยุติกันต่อไป

ข่าวบอกว่าทั้งสองตกลงกันว่าจะให้รัฐมนตรีทั้งสองประเทศคุยกันใหม่เพื่อจะได้เริ่มต้นรอบการเจรจาอีกครั้งหนึ่ง

และบังเอิญทั้งสองรัฐมนตรีได้รับเชิญจากประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพอาเซียนให้มาร่วมการสนทนากับรัฐมนตรีอาเซียนทั้ง 10 คนที่กรุงเทพฯช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้

เป็นการประชุมระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับพันธมิตรที่เรียกว่า ASEAN Regional Forum ที่จัดกันประจำทุกปีอยู่แล้ว
รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯไมก์ ปอมเอโอประกาศแล้วว่าจะมาเมืองไทยในช่วงนั้น

และรัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีเหนือรียองโฮก็ตกปากรับคำว่าจะมาเหมือนกัน

ยิ่งเมื่อได้รับคำสั่งจากผู้นำว่าทั้งสองหาโอกาสนั่งคุยกันเพื่อนำไปสู่การเจรจารายละเอียดของข้อตกลงให้ได้ ก็ยิ่งมีเหตุผลที่จะต้องมาเจอกันที่กรุงเทพฯ

จะเป็นการพบกันนอกรอบเพื่อกรุยทางสู่การบรรลุข้อตกลงให้ได้
ก่อนที่ทรัมป์กับคิมจะเจอกันเป็นครั้งที่ 4 ซึ่งจะเป็นที่ไหนหรือเมื่อไหร่ย่อมขึ้นอยู่กับผลการต่อรองกันระหว่างคนระดับรัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งสองฝ่าย

ผมเชียร์ให้ทรัมป์กับคิมมาเจอกันที่กรุงเทพฯในรอบหน้าครับ เพราะประเทศไทยจะได้ร่วมสร้างประวัติศาสตร์โลกด้วย

จุดยืนของทั้งสองประเทศยังไม่อาจจะเรียกได้ว่าสามารถบรรจบกันได้อย่างเรียบร้อย

เพราะแม้ว่าทรัมป์กับคิมจะจับมือกันครั้งล่าสุด มือขวาของทรัมป์ก็ยังบอกนักข่าวสหรัฐฯว่าอเมริกาต้องการจะให้เกาหลีเหนือ “แช่แข็ง” หรือ freeze โครงการนิวเคลียร์ไว้ทั้งหมดก่อนจะเดินหน้าคุยเรื่องจะให้วอชิงตันยกเลิกการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อเปียงยาง
ทรัมป์เสนอคิมว่าอเมริกาอาจจะตั้งสำนักงานประสานงานหรือที่เรียกว่า Liaison Office ที่เกาหลีเหนือเพื่อเป็นการเปิดทางให้มีการติดต่อกันอย่างเป็นทางการได้

และอเมริกาอาจจะเริ่มแสดงท่าทีเป็นมิตรด้วยการเสนอความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมและอาหารต่อเกาหลีเหนือก่อน

แต่เรื่องจะให้เลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจนั้น ทรัมป์ยังไม่ทำ เพราะถือว่าเป็นไพ่ต่อรองใบสำคัญ

คิมก็ยังจะไม่เลิกโครงการนิวเคลียร์อย่างที่ทรัมป์เรียกร้องเพราะนั่นก็เป็นอาวุธแห่งการต่อรองที่สำคัญที่สุดของโสมแดงเช่นกัน

คิมต้องการให้ทรัมป์ยอมตกลงให้มีการ “ถอยคนละก้าว” ซึ่งหมายความว่าทั้งสองฝ่ายจะยอมผ่อนปรนต่อกันทีละขั้นตอน มิใช่ให้เกาหลีเหนือยอมเลิกนิวเคลียร์ทั้งหมดก่อนแล้วอเมริกาจึงจะยอมยกเลิกการคว่ำบาตร

ตรงนี้แหละที่จะเป็นประเด็นต่อรองที่เข้มข้นในการเจรจราระดับรัฐมนตรีและระดับทำงานของทั้งสองฝ่าย

เพราะต่างคนต่างถือว่าตนถือ “ไพ่ตาย” เอาไว้ หากปล่อยไปก่อนก็จะเสียอำนาจต่อรองของตนได้

ดังนั้น แม้เราจะเห็นภาพยิ้มแย้มต่อกันระหว่างทรัมป์กับคิม และมีการหยอดคำหวานให้กันและกัน แต่พอลงถือเนื้อหาสาระของการ “ยื่นหมูยื่นแมว” แล้ว, ต่างฝ่ายต่างก็ไม่ได้ยอมลดละให้กันและกันง่าย ๆ เหมือนกัน

เพียงผ่านไปได้ไม่กี่วัน ผู้แทนเกาหลีเหนือในสหประชาชาติก็ออกแถลงการณ์ต่อว่าต่อขานอเมริกาและโลกตะวันตกว่ายังเดินหน้ากดดันเกาหลีเหนือด้วยมาตรการคว่ำบาตรต่อเนื่อง ไม่มีความจริงใจที่จะแสวงหาสันตภาพอย่างที่พูดปาว ๆ ตลอดเวลา

ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องเกาะติดความเคลื่อนไหวจากคิมจองอึนอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา

เพราะวันนี้คิมได้กลายเป็นนักการทูตฝีมือฉมังระหว่างสากลที่ใคร ๆ ก็อยากจะมาจับมือแล้ว

แต่เขาจะเป็นวีรบุรุษระดับสากลได้ก็ต่อเมื่อสามารถน้าวโน้มทรัมป์ให้ยอมเลิกคว่ำบาตรอย่างจริงจังเสียก่อน!